ใครที่ดูโทรทัศน์วันนี้คงเห็นข่าวเด็กโรงเรียนวัดท่าพระ ที่เอายา Dextromethophan มากินเพื่อให้เมา

ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพ่อแม่เด็ก สิ่งที่อย. ทำได้ คือการบุกไปจับร้านยา และพบว่าร้านยาที่จำหน่ายยานั้น ไม่มีเภสัชกร ซึ่งแน่นอน ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังในวิชาชีพเภสัชกรรมมานานแสนนานแล้ว แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ทำไม...ร้านยาในกรุงเทพ กลับไม่มีเภสัชกร ยิ่งกว่าร้านยาในต่างจังหวัด??

หากเดินผ่านถนนสักสายหนึ่ง ตลาดสักตลาด เราอาจจะเจอร้านยาสักสี่ห้าร้าน แต่มีสักกี่ร้าน ที่มีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลาที่ร้านเปิด

ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ระบุไว้ชัดเจนว่า

ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่ง หรือเภสัชกรชั้นสอง เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ
[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 (รก.2522/79/29 พ.)]

และเพิ่มเติมใน มาตรา 21 ทวิว่า

ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 40 ทวิประจำอยู่ณ สถานที่ขายส่งยาแผนปัจจุบันหรือสถานที่เก็บยาตลอดเวลาที่เปิดทำการ
*[มาตรา 21 ทวิเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 (รก.2530/278/1 พ.)]

นั่นแปลอย่างชัดเจนว่าร้านยาทุกร้าน "ต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิด"

แต่สามสิบปีที่ผ่านมา อย. ได้กำหนดให้สามารถ "แขวนป้าย" ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยการอนุญาตให้ระบุว่าเวลาทำการคือกี่โมงถึงกี่โมง เช่น 18.00 - 21.00 ซึ่งนอกเวลาราชการ และเป็นเวลาที่ อย. ไม่ทำงานแล้วนั่นเอง จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบ

แม้ว่าจะไม่เห็นชัดเจนว่าร้านยาเจ้าปัญหาที่ขายยา Dextromethophan จำนวนมากให้กับผู้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือเภสัชกรรม และผู้จำหน่ายไม่ใช่เภสัชกรนั้น มีเวลาทำการเท่าไร

แต่นาทีนี้ สังคมก็รับรู้เพิ่มขึ้นแล้วว่า ร้านยาที่ไม่มีเภสัชกร นับเป็นความเสี่ยงให้กับชีวิตอย่างรุนแรง

ไม่ใช่แค่ชีวิตตัวเอง แต่ยังรวมถึงชีวิตของลูกหลานด้วย

แม้ในปัจจุบัน อย. จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นแล้ว แต่คำว่าเวลาที่เปิดทำการนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่อย. ต้องหันกลับมามองตนเองว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อใคร ในเมื่อหน้าที่ของ อย. คือการคุ้มครองให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอาหารและยาไม่ใช่ทำให้ความเสี่ยงที่มีมากอยู่แล้ว มากขึ้นกว่าเดิม

ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นยาชุด สเตอรอยด์ คงจะต้องกลับมาหลอกหลอนอย. ต่อไป และสุดท้าย ผู้ที่ต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือผู้บริโภคนั่นเอง

 

Comment

Comment:

Tweet