ก่อนที่การดำเนินการ "งัดแงะ" จะเริ่มขึ้น มีผู้คนแวะเวียนมาหาช่องทางเอาร่างอวบๆ ของผมออกจากรถอยู่เสมอ แต่เนื่องจากหลายหน่วยงานมาพร้อมกันเกินไป ตั้งแต่ร่วมกตัญญู, ชุดกู้ภัยการท่าอากาศยาน และ ชุดของดับเพลิงราชาเทวะ ต่างคนก็ต่างหาวิธีของตัวเอง
ยังไงเจ้าถิ่นก็เป็นเจ้าถิ่นหละครับ การท่าฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักหละ

ผมก็ยังคงนอนเลือดไหลเต็มหน้า จากเศษกระจก รอเวลาเรื่อยๆ มีฝรั่งคนหนึ่ง เข้ามาถามอาการ ผมก็ตอบว่า "Don't worry, everything fine. It's stuck at my leg only" พี่ฝรั่งก็ เออออไป แต่ก็ยังไม่วายโวยให้ชุดกู้ภัยระวังหัวผมอยู่ดี พ่อบอกว่าฝรั่งคนนั้นเป็นหน่วยดับเพลิงของออสเตรเลีย แล้วยังชมผมว่าสติดีมาก
คำพูดนี้ทำให้ผมกลับมาคิดอย่างหนึ่งว่า ผมนี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้หมดสติเลยตั้งแต่วินาทีแรกที่รถเกิดอุบัติเหตุ มันทำให้คนรอบข้างที่รอช่วยเหลือเรา สบายใจได้อย่างมากทีเดียว

ตอนนี้รอบๆ ตัวผมมีกล้องสารพัดกล้อง มีพี่คนนึงถือ D50 สีเงิน พี่กู้ภัยมีกล้องคอมแพค มีกล้องวิดีโอตัวนึง จริงๆ ยังมีอีกเพียบ ผมก็คิดในใจ จะถ่ายอะไรกันจังเลย พ่อคุณทั้งหลาย แต่ก็อย่างว่า โวยก็คงไม่ดี แถมถ่ายๆ ไปเหอะ อยากดัง :P
อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มาถึง คือเครื่องตัดแบบใช้แก๊ส ที่มาถึงพร้อมเสียงโวยวายของหน่วยกู้ภัย เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ ผมอยู่ตรงนั้น ยังไงก็ต้องโดนไฟแน่ๆ เลยต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง แม่กับพ่อยังยืนทำหน้าตาบอกไม่ถูกอยู่เหมือนเดิม แล้วผมก็นั่งรอต่อไป พร้อมกับเอามือกุมแขนที่เลือดไหลไว้

รออีกไม่นาน อุปกรณ์ตัดถ่างด้วยไฟฟ้าก็เดินทางมาถึง สิ้นแรกที่ทีมกู้ภัยทำคือการถ่างเอาประตูที่อัดเข้าให้เปิดได้ โดยทีมกู้ภัยเอาชุดคลุมดับเพลิงมาคลุมผมไว้ มันเป็นอะไรที่สุดแสนจะหนักเลย เสียงเหล็กลั่นไม่นาน ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย อืม...ไอ้เครื่องนี่มันดีจริงๆ
แต่ยังครับ แค่ประตูเปิดแล้วจะออกได้ มันคงจะง่ายไปซะแล้ว ก็เลยยังคงติดอยู่อีก ทีมกู้ภัยเริ่มพยายามลากผมออกมาให้ได้ แต่ขาที่ค่อนข้างเจ็บ ทำให้นักกู้ภัยชาวออสซี่โวยวายให้ตัดประตู พ่อผมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยืนยันตามนั้น ทีมกู้ภัยจึงเอาชุดคลุมมาคลุมอีกรอบ แล้วเริ่มใช้อุปกรณ์ในการตัดครับ ตัดกรอบประตูบนและล่างออก ซึ่งก็น่าจะเอาออกได้ง่ายขึ้น

ถึงตอนนี้ ผมยังไม่ได้ออกหรอกครับ ยังคงติดอยู่ดีแหละ สิ่งสุดท้ายคือการตัดตัวล็อกเบาะออก เพื่อให้ผมเอนไปข้างหลับแล้วยกออกแนวนอนได้ ตอนนั้นมีเปลตัก 1 อัน และเปลนอน พร้อมที่ล็อกตัว 1 อันรออยู่
ทันทีที่ผมเอียงตัวเอาหัวออกมาได้ พี่พยาบาลซึ่งรออยู่แล้ว สั่งให้ใช้เปลนอน ซึ่งล็อกหัวผมได้ทันที แล้วนำมาพักไว้ที่ถนน ก่อนที่จะเปลี่ยนขึ้นรถเข็นก่อนพาผมขึ้นรถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 ซึ่งเป็นเวร EMS ในวันนั้นพอดี

บนรถพยาบาล แม่ขึ้นรถกับผมไปด้วย ผมจึงขอให้ไปส่งที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ซึ่งผมทำงานอยู่ทันที โดยให้ติดต่อไปยังหัวหน้าห้องฉุกเฉิน หรือพี่แจง ว่าเภสัชกอล์ฟประสบอุบัติเหตุ ให้เตรียมรับด้วย
พี่พยาบาลประจำรถ เปิดเส้นให้ผม โดยใช้เข็มเบอร์ 20 พร้อมกับโหลดสารน้ำให้ทันที ถ้าใครรู้ ก็พอจะเข้าใจหละครับ ว่าเข็มเบอร์นี้มันใหญ่ และเจ็บว้อย --'

รถพยาบาลเปิดสัญญาณไซเรน และไปไทยนครินทร์ผ่านทางด่วนบูรพาวิถี ซึ่งผมควรจะใช้มันเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลเมื่อชั่วโมงที่แล้ว และใช้เวลาไม่นานก็กลับรถมาถึงโรงพยาบาล และตรงดิ่งไปยังห้องฉุกเฉินทันที

แน่นอนครับ ผมคิดว่าผมน่าจะรอดตายแน่ๆ แล้วหละ...มั้ง
 

edit @ 10 Dec 2009 13:10:04 by Epinephrine

Comment

Comment:

Tweet

ขออนุญาตินะครับที่จะก๊อบรูปไว้ดูนะครับ
พอดีที่ถ่ายไว้พอมีบ้างหายเร็วๆๆนะครับ
ยินดีด้วยนะครับที่ไม่เป็นอะไรมาก
แค่นี้ก่อนนะครับ

#3 By pultawan (125.24.199.95) on 2010-07-19 10:19

หัวกับคิ้วยังเป็นพ่อทิดอยู่เลยนะ

บุญรักสา สาธุ สาธุ สาธุ ว่ะเพื่อน

แต่ได้รูปเหตุการณ์มาประกอบเนี่ย เจ๋งมากเลยว่ะ

แน่ะ มีมองกล้องด้วย อิอิ

#2 By Noo&Top on 2009-12-21 12:54

เห็นสภาพรถแล้วต้องบอกว่า
โชคดีนะครับที่รอดมาได้

เป็นยังไงบ้างครับ หายดีบ้างแล้วหรือยัง
ถ้าหายแล้วอย่าลืมไปทำบุญบ้างนะครับ

big smile big smile big smile

#1 By Nirvana on 2009-12-10 13:25