จากเดิมที่บอกชาวบ้านให้ทำอะไรได้ตามใจ อยากทำอะไรก็แค่คิดแล้วบอกหัวหน้าไป วางแผนให้รอบคอบก็พอ

โจทย์ที่หัวหน้าให้ไว้คือทำยังไงก็ได้ให้โรงพยาบาลผ่าน Reaccreditation ในส่วนของระบบยา กลายเป็นได้รับความไว้ใจให้ทำอีกหลายงาน

แต่ตอนนี้รพ. ยังไม่ได้รับการประเมิน เลยไม่รู้จะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็กลับชิ่งออกมาก่อนเสียแล้ว ด้วยโอกาสที่ทาง IHPP ให้มา

ต้องขอโทษหัวหน้า และทุกคนที่รพ. ด้วยนะครับ
แต่คาดว่าคงเข้าใจกันนั่นแหละ

หน่วยงานที่ผมย้ายมาคือ IHPP (International Health Policy Program, Thailand) หรือสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ โดยมาทำงานในส่วนของ สำนักงานพัฒนาและวิจัยกำลังคนด้านสุขภาพ หรือ สวค. โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยตัวกะจ้อยร้อย (ในขนาดใหญ่ๆ)

การเลือกมาที่นี่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เงินเดือนที่ลดลง แต่โอกาสที่อาจจะได้รับก็คุ้มค่าอยู่พอควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนที่อาจจะได้รับ การได้พัฒนาทักษะด้านงานวิจัย เพื่อต่อยอดในการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป

ข้อดีคือตอนนี้รู้ตัวว่าโง๊ โง่ ไม่มีอะไรเลย ต้องขยับตัวตามให้ทัน เพราะที่นี่คือแหล่งรวมคนเก่งๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลายอย่างของระบบสาธารณสุขไทย ถ้าไม่พยายาม ก็คงล้มเหลว

ในสัปดาห์แรกที่ผ่านมา งานหลักๆ คืออ่านหนังสือ อ่านงานวิจัย อ่านปัญหาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่ในระบบสุขภาพ ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) ซึ่งทำให้ผมเห็นความจริงๆ หลายๆ อย่างที่น่าตกใจ ตกใจกว่าความเท่าเทียมที่เคยเรียนมาเสียด้วยซ้ำ

ภายใน 6 เดือนจากนี้ คงได้เรียนรู้อะไรอีกมามาย และเราคงไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ตอนนี้ คงทำให้เต็มที่ทุกอย่างหละครับ

สู้ๆ :)
ผ่านจากวันนั้นมาถึงวันนี้ ก็นับรวมได้ 140 วันแล้ว

จริงๆ ผมเลิกนับวันมาตั้งแต่กลับไปทำงานแล้วหละ เพราะนับไปก็เศร้าเปล่าๆ

อาทิตย์ก่อน รุ้งยอมขับรถมากรุงเทพ จากลูกอ้อนของผม ช่วงงาน HA Forum ผมก็เลยได้ลองขับรถ ซึ่งก็ขับได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา พี่หนุน หัวหน้ากายภาพที่โรงพยาบาล เพิ่งเจอกะผมครั้งแรก เห็นท่าผมเดิน แกเลยดุ พร้อมสอนท่าเดินใหม่ ทำให้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมสามารถปล่อยไม้ได้ข้างนึงทันที แล้วแกก็บอกว่า ลองเดินได้เลย กระดูกติดไม่รู้จะติดยังไงแล้ว

วันนี้กลับบ้าน หลังจากนั่งคุยโทรศัพท์กะรุ้งสักพัก ผมก็เลยลองลุก แล้วค่อยๆ ก้าวเดินดู โดยไม่ใช้ไม้ค้ำ

ก้าวแรก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะครับ

ผมค่อยๆ ก้าวต่อไปเรื่อยๆ บนระยะทางสั้นๆ ในห้อง

1 ก้าว
2 ก้าว

ในที่สุด ผมก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคง แม้จะช้าหน่อย

แต่ตอนนี้

ผมเดินได้แล้วครับ
140 วัน ในที่สุดผมก็เดินบนเท้าและขาตัวเองได้

อีกไม่นาน ไม้เท้าไม้ค้ำ ก็คงเลิกคุยกัน :)
ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา
ขอบคุณครับ ^^
หลังจากกลับมาทำงาน ด้วยอาการตอนนี้ แบบเขยกๆ ไม้ค้ำมา ก็เจอคนทั้งทักทายและถากถางตามปรกติครับ

เลยรวบรวมคำถามเล่นๆ ในสองวันที่ผ่านมา เอามาคุัยกันดีกว่า

1. ถ้าเพื่อนร่วมงานป่วย (อย่างผม) กลับมาทำงาน
ควร เป็นอย่างไร หายดีหรือยัง? คำถามสามัญครับ ถามสักหน่อยก็ดี ปล. ผมไม่ได้น้อยใจใคร
ไม่ควร กลับมาทำไม?? ....ถ้าถามแบบนี้ เอวังด้วยประการฉะนี้กันเลยทีเดียวนะครับ

2. ถ้าเพื่อนร่วมงานป่วยในตำแหน่งวิกฤต เช่นสะโพก
ควร เช่นเดียวกะข้างบนนะจ๊ะ
ไม่ควร (โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ควรเป็นคนถามและไม่ควรไปถามอย่างแรง) ยังสืบพันธุ์ได้มะ? อันนี้โดนทั้งวัน ดีนะคนถามเป็นผู้ใหญ่ ไม่งั้นมีเตะ

3. ถ้าเพื่อนร่วมงานย้ายแผนก
ควร ย้ายนานรึยังหละ? ถามแค่นี้ก็พอครับ ไม่ต้องเอายาว ถ้ายาวไปต่อข้อ 4
ไม่ควร ทำไมถึง "โดน" ย้ายหละ? คำถามนี้ดูเล็กน้อยแต่ไม่สร้างสรรค์นะครับนะ โดนย้ายเนี่ย มันดูรุนแรง บางทีเค้าอาจจะขอย้ายก็ได้ อย่าไปคิดว่าเค้าจะโดนย้ายสิ มันไม่ดี

4. ถ้าเพื่อนร่วมงานย้ายแผนก (ต่อ)
ควร ปรับตัวได้รึยัง? สั้นๆ ครับ จบคำถามเลย
ไม่ควร ดีกว่าที่เก่าไหม? อันนี้ไม่ควรอย่างแรงนะครับ บางทีอาจจะไปสะกิดใจอะไรเข้า เช่นจริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้อยากย้าย แต่ว่าคนที่แผนกใหม่ขาด เลยจำใจต้องย้าย แบบ เสียสละอะไรประมาณนี้

5. เรื่องเงินๆ ทองๆ
ควร... เรื่องเงินชาวบ้าน ถ้าเค้าอยากเล่าก็เล่าแหละครับ อย่าไปทะลึ่งถามเลย ไม่มีคำถามควรถามครับ
ไม่ควร ก็ทุกอันนั่นแหละ ไม่ว่าจะยังได้เงินเดือนป่าว ได้โบนัสไหม เงินเดือนขึ้นไหม ฯลฯ

เก็บตกจากที่โดนถามเท่านั้นนะค้าบ ใครว่ามีอะไรอีกมั่งมาช่วยๆ กันคิด เร้วววววว

ใครที่ดูโทรทัศน์วันนี้คงเห็นข่าวเด็กโรงเรียนวัดท่าพระ ที่เอายา Dextromethophan มากินเพื่อให้เมา

ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพ่อแม่เด็ก สิ่งที่อย. ทำได้ คือการบุกไปจับร้านยา และพบว่าร้านยาที่จำหน่ายยานั้น ไม่มีเภสัชกร ซึ่งแน่นอน ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังในวิชาชีพเภสัชกรรมมานานแสนนานแล้ว แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ทำไม...ร้านยาในกรุงเทพ กลับไม่มีเภสัชกร ยิ่งกว่าร้านยาในต่างจังหวัด??

หากเดินผ่านถนนสักสายหนึ่ง ตลาดสักตลาด เราอาจจะเจอร้านยาสักสี่ห้าร้าน แต่มีสักกี่ร้าน ที่มีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลาที่ร้านเปิด

ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ระบุไว้ชัดเจนว่า

ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่ง หรือเภสัชกรชั้นสอง เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ
[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 (รก.2522/79/29 พ.)]

และเพิ่มเติมใน มาตรา 21 ทวิว่า

ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 40 ทวิประจำอยู่ณ สถานที่ขายส่งยาแผนปัจจุบันหรือสถานที่เก็บยาตลอดเวลาที่เปิดทำการ
*[มาตรา 21 ทวิเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 (รก.2530/278/1 พ.)]

นั่นแปลอย่างชัดเจนว่าร้านยาทุกร้าน "ต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิด"

แต่สามสิบปีที่ผ่านมา อย. ได้กำหนดให้สามารถ "แขวนป้าย" ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยการอนุญาตให้ระบุว่าเวลาทำการคือกี่โมงถึงกี่โมง เช่น 18.00 - 21.00 ซึ่งนอกเวลาราชการ และเป็นเวลาที่ อย. ไม่ทำงานแล้วนั่นเอง จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบ

แม้ว่าจะไม่เห็นชัดเจนว่าร้านยาเจ้าปัญหาที่ขายยา Dextromethophan จำนวนมากให้กับผู้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือเภสัชกรรม และผู้จำหน่ายไม่ใช่เภสัชกรนั้น มีเวลาทำการเท่าไร

แต่นาทีนี้ สังคมก็รับรู้เพิ่มขึ้นแล้วว่า ร้านยาที่ไม่มีเภสัชกร นับเป็นความเสี่ยงให้กับชีวิตอย่างรุนแรง

ไม่ใช่แค่ชีวิตตัวเอง แต่ยังรวมถึงชีวิตของลูกหลานด้วย

แม้ในปัจจุบัน อย. จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นแล้ว แต่คำว่าเวลาที่เปิดทำการนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่อย. ต้องหันกลับมามองตนเองว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อใคร ในเมื่อหน้าที่ของ อย. คือการคุ้มครองให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอาหารและยาไม่ใช่ทำให้ความเสี่ยงที่มีมากอยู่แล้ว มากขึ้นกว่าเดิม

ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นยาชุด สเตอรอยด์ คงจะต้องกลับมาหลอกหลอนอย. ต่อไป และสุดท้าย ผู้ที่ต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือผู้บริโภคนั่นเอง

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ โปรดอย่าพึ่งลบเมล์นี้ !!!

รู้มั้ยว่า เครื่องตรวจระเบิด GT 200, Sniffex, Alpha 6,  ADE-101 ฯลฯ ไม่ใช่
เครื่องมือวิทยาศาสตร์ จริง !!!
ถ้าห่วงใยเจ้าหน้าที่และประชาชนในชายแดน เสียดายภาษีที่จ่ายไป และอยากปกป้องชื่อเสียงประเทศไทย
โปรดส่งต่อ (forward) อีเมล์นี้ไปถึงทุกคนที่ท่านเป็นห่วง เพื่อช่วยกันเปิดโปงเครื่องลวงโลกพวกนี้
ก่อนที่มันจะแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ร่วมยับยั้งเครื่องตรวจระเบิด "ลวงโลก"
เพื่อช่วยทหารตำรวจและประชาชนชายแดนใต้

ภาพความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงหลายฝ่ายจะบอกว่า “เรามาถูกทางแล้ว”
แต่ การวางระเิบิดรายวัน ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดหย่อน

 แม้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะทำงานอย่างหนัก เสี่ยงตาย-ออกตรวจทุกวัน แต่ก็ยังมีการระเบิด บาดเจ็บ ล้มตาย

 
ภาพความสูญเสียของประชาชนและเจ้าหน้าที่ จากคาร์บอมที่สุไหงโกลก และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ตลาดยะลา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สาเหตุหนึ่งที่ท่านอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ก็คือ ....


เจ้าหน้าที่ของเรา กำลังใช้ "เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก" ที่ฝรั่งหลอกขาย !!! 

 

  

ภาพเครื่องตรวจระเบิดลวงโลกที่มีใช้ในประเทศไทย (จากซ้ายไปขวา : จีที 200, สนิฟเฟ็กซ์, อัลฟ่า 6)


เครื่องมือหน้าตาประหลาดพวกนี้ คล้ายกันที่มี "เสาอากาศ" ยื่นมาจากด้ามจับ

เค้าอ้างว่า เวลาเจอสสารที่ค้นหา เสามันจะหมุนได้เอง!!! ด้วย "พลังแม่เหล็กดูด?!?" ชี้ไปทางทิศที่ของซ่อนอยู่

 

  


แถมมี "การ์ดเสริม" อยากตรวจสารอะไร ก็หย่อนการ์ดลงไป เลือกหาได้ทั้งระเบิด สารเสพติด ฯลฯ ไปจนถึง ศพคนตาย

ฝรั่งคนขายบอกว่า ตรวจได้ไกล "หลายร้อยเมตร" หาสารได้แม่น แม้จะน้อยแค่ "นาโนกรัม" ไม่มีอะไรขวางกั้นการตรวจได้แม้แต่ "ตะกั่ว" !!

เครื่องแต่ละตัว ราคาต่างกัน แต่แพงจัดไม่แพ้กัน

ราคาตํ่าสุดก็ตั้ง 4 แสนบาท (อัลฟ่า 6) แล้ว โหดสุดก็ฟาดไป 1.4 ล้านบาท (จีที 200 พร้อมการ์ดครบ)


  

ภาพเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ กำัลังใช้เครื่อง GT 200 ตรวจหาระเบิด


โจษขานกันมาก ว่าเป็น เครื่องมือเทวดา เป็นตาทิพย์ เลยสั่งซื้อ นำเข้ามาใช้กันยกใหญ่

รวมทั่วไทยก็กว่า 2 พันเครื่องแล้ว

มีใช้่ทั้งในหน่วยทหาร 3 เหล่าทัพ สํานักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เทศบาล

องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ไปจนถึงการไฟฟ้า ฯลฯ 

 

เห็นแบบนี้ คนส่วนใหญ่คงคิดว่า มันเป็นเครื่องมือสุดยอดไฮเทค ข้างในเต็มไปด้วยวงจร กลไก ซับซ้อนมากมาย...


แท้ที่จริงแล้ว ข้างในตัวเครื่องเป็นกล่องว่างๆ ไม่มีวงจรไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ !?!

ไม่มีแม้แต่ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงาน ?!?


เสาอากาศก็หมุนฟรีลื่นๆ ไม่ได้มีมอเตอร์ ไม่ได้มีฟันเฟืองเครื่องกล กำกับการเคลื่อนที่ของเสาแต่อย่างใด

การ์ดเซนเซอร์ แผ่นละหลายหมื่น ก็แค่แผ่นกระดาษเคลือบมัน ไม่มี "ชิพ" ไม่มี "ซิม" อะไรเลย !?! ดร. ที่ เคมบริจน์ พิสูจน์แล้ว [คลิ๊ก]


แย่ละซิ ! เครื่องมือพวกนี้ มันก็แค่ "ลวดเดาว์ซิง (Dowsing rod)" แค่ ไม้ล้างป่าช้า นี่น่า !!!


นี่มัน ไม่ใช่ เครื่องมือ "วิทยาศาสตร์" แล้ว แต่เป็นเครื่องมือ ไสยศาสตร์ เอาไว้ให้พวกที่เชื่องมงาย ใช้หาบ่อนํ้า บ่อทอง

เอามาใช้เป็นอุปกรณ์ประจำกาย ของเจ้าหน้าที่ใน "กระบวนการยุติธรรมและความมั่นคง" ของชาติ ได้อย่างไร ???


ถ้าอยากใช้ ทำเองก็ได้ เอาเสาวิทยุ ติดบานพับ แล้วหนีบด้วยประแจ ราคาอันละไม่กี่ร้อยไม่ต้องเปลืองงบเป็นแสนเป็นล้าน :-D

  


พอรู้อย่างนี้ ก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมคนเคยใช้ถึงไม่สงสัย เวลามันไม่แม่น เพราะฝรั่งมัน ฉลาดแกมโกง


อ้างคุณสมบัติดีเว่อร์เกินจริง เช่น อ้างว่าตรวจจับได้ละเอียดสุดๆ เวลาเครื่องชี้ แต่ไม่มีระเบิด ก็หาว่าเคยมี "ปนเปื้อน" อยู่นิดหน่อย

หรืออ้างหลักวิทย์มั่วๆ วใช้่ "ไฟฟ้าสถิต" สร้างจากคนถือ พอหาระเบิดไม่เจอ ก็โบ้ยว่าคนใช้นอนไม่พอ ไฟเลยตก ...

มั่วแล้ว !! คนนะ ไม่ใช่ "ยอดมนุษย์" จะสร้างไฟฟ้าสถิตแรงขนาดนั้นได้

 

ไม้ล้างป่าช้าพวกนี้มีใช้เฉพาะประเทศ ด้อยพัฒนา เท่านั้น ประเทศพัฒนาแล้วไม่มีใช้สักประเทศเดียว 

อังกฤษ ที่เคยถูกแอบอ้าง ก็ให้ กระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า "ไม่เคยใช้ "

อเมริกา ทั้ง FBI ทั้ง กองทัพ จัดทดสอบแล้วเจอว่า "แม่น แค่เท่ากับเดาสุ่ม" โยนเหรียญหัวก้อยเอาก็ได้ เลยสั่งกวาดจับไปหลายครั้ง

กระทรวงยุติธรรม อเมริกา ประกาศสรุปจบ "ห้ามซื้อเครื่องตรวจระเบิดแหกตพรรค์นี้" อีกต่อไป


เอกสารต่างๆ ข้างต้น เรียงตามลำดับ (กดที่ภาพ เพื่อดูสำเนาเอกสาร) [คำเตือนของอเมริกา ฉบับแปลไทย]

 ล่าสุด (22 ม.ค. 53) รัฐบาลอังกฤษ สั่งจับบริษัทที่ขายเครื่อง ADE-651 (พี่ของ ADE-101) [คลิ๊กดูข่าว]

และห้ามขายเครื่องตระกูลนี้ทั้งหมดให้ "อิรัก" และ "อัฟกานิสถาน" อีก [คลิ๊กดูข่าว]



 แทนที่ งบเป็นพันล้าน จะถูกนำไปใช้ฝึกบุคคลทำการรบ ฝึกการตรวจค้น หาข่าว
นำไปจัดหาเครื่องมือ วิทยาศาสตร์ที่ใช้ได้จริงในการตรวจระเบิด
หรือดำเนินการตามพระราชดำรัสของ ในหลวง ที่ทรงให้ฝึก สุนัขไทย เป็นสุนัขตำรวจ สุนัขทหาร

กลับต้องสูญเงินแผ่นดิน ไปกับเครื่องมือ "ไสยศาสตร์" ลวงโลกพวกนี้

 


  

พวกเราได้เคยพยายามใช้ทุกช่องทาง ตามระบบระเบียบราชการ เพื่อร้องเรียนต่อ รัฐบาล และ รัฐสภา แต่ก็ไร้ผล

สื่อมวลชน ก็ไม่สนใจ หรือหวาดกลัวที่จะทำเรื่องนี้ เห็นทำแต่ข่าว "หมีแพนด้า" กับ "ดาราลวงโลก"

 

จึงขอความกรุณา โปรดรวมพลังภาคประชาชน รณรงค์หยุดยั้งการใช้เครื่องตรวจลวงโลก

โปรด ส่งต่อ (forward) อีเมล์ ไปถึงทุกคนที่ท่านเป็นห่วง โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติการกับเครื่องทำนองนี้

เพื่อร่วมกันเปิดเผยความจริงของการลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่

จากการใช้เครื่องลวงโลก ที่ไม่ใช่เครื่องมือวิทยาศาสตร์จริง ไม่ว่าจะเป็น "GT200, Sniffex, Alpha 6, ADE-101 หรือยี่ห้ออื่นๆ"

 

ตอนนี้ มันกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ และจะสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นอีก

 

การทำความดีเพื่อประเทศชาติในครั้งนี้ จะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ต่อตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

 

“ชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ”


สนใจเอกสารข้อมูลโดยละเอียด โปรดดาวน์โหลด "เอกสารเพิ่มเติม" แล้วท่านจะหายสงสัย
วันนี้ออกไปลัลล้าๆ กับเพื่อนยศและเพื่อนออม สองเพื่อนสนิทที่คบกันมาเกือบจะสิบปีเต็ม ออมนี่เหมือนแม่อีกคนทีเดียว ถ้าไม่มีออม ก็คงไม่มีไอ้กอฟอย่างทุกวันนี้ ทั้งเรียน ทั้งเงิน ขัดสนอะไรบอก ออมจัดให้ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่เหมือนเดิม

ออม ทำงานอยู่รพ. แถวๆ บางแค แล้วรับเวรเยอะ ตอนผมนอนอยู่รพ.เกือบสองเดือน มาแค่หนเดียว แต่ก็เข้าใจด้วยหน้าที่การงานนั่นแหละ หลายวันก่อนไอ้เจ้าสองคนหนีไปกินข้าว ปล่อยให้เพื่อนกอล์ฟนอนอืดอยู่บ้าน แล้วออมก็บอกยศว่า รู้สึกผิด ที่ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมผมเลย ทั้งๆ ที่ไม่ไกลมาก จะโทรมาหาก็ไม่กล้า กลัวผมโกรธ...

ยศมันมาเล่าให้ผมฟัง ผมเลยบอกว่ากูน่ะไม่โกรธหรอก แต่ถ้ารู้สึกผิด ก็บอกออมให้มารับโทษซะโดยดี

คนอย่างผมน่ะ อะไรก็ซื้อไม่ได้หรอกครับ

<b>นอกจากของกิน 5555</b>

ไจแอนท์ มื้อวันเสาร์ที่ 23 ก็เกิดขึ้น โดยมีเพื่อนออมเป็นเจ้ามือ ส่วนเพื่อนยศที่เพิ่งได้งานแต่ยังไม่ได้เงินเดือน ผมก็ลากคอไปด้วย เพื่อนออมสงสาร เลยเลี้ยงทั้งคู่

บอกแระ ออมน่ะ เหมือนแม่อีกคนจริงๆ

ผม บอกออมว่า อย่าคิดมากเลย ไม่ว่างมาก็คือไม่ว่างมา ไม่ใช่ไม่อยากมา ไม่ต้องห่วงหรอก ตั้งแต่วันนั้น ผมแทบจะไม่เคยโกรธใครเลย เพราะโกรธกันไปวันนี้ พรุ่งนี้รถชนตาย จบ!

เสียความรู้สึุกทั้งคู่ ไม่เกิดประโยชน์

จริงไหมครับ

การ เดินทางมากินไจแอนท์ครั้งนี้ก็ไม่ยากหรอกครับ พี่กบ พี่สาวที่แสนดีของผมเป็นคนไปส่ง แล้วชีก็ไปดูหนังต่อที่ House RCA เรื่อง Pope Joan ดูแล้วก็เล่าจนผมอยากไปดูเองเลย เฮ้อ...เดินได้นี่คงเดินสายดูหนังวันละสามเรื่องเหมือนตะก่อน

พอผมกินเสร็จก็นั่ง taxi ไปหาพี่กบที่ House แล้วก็กลับด้วยกัน

ก่อน กลับบ้านผมวนไปที่ Lotus บางพลี เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน เพื่อที่จะไปจัดการที่ธนาคาร และเพื่อจะไปเอาหนังสือที่ se-ed ที่สั่งไว้

ขากลับ พี่กบเลือกกลับเส้นสนามบิน แทนที่จะเป็นกิ่งแก้ว
ใจผมเริ่มหวิวๆ ขึ้นมา

ภาพเหตุการณ์วันนั้น มันย้อนกลับมาอีกแล้ว
ในที่สุด ตอนที่กำลังจะผ่านจุดเกิดเหตุ ใจมันเริ่มสั่น

น้ำตาที่เคยคิดว่ามันจะไม่ไหลเพราะเรื่องนี้อีก มันก็ไหลมาเหมือนเคย

ผมตัวสั่นแล้วนั่งร้องไห้อย่างที่ไม่คิดว่าจะเป็น ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเราเองก็ใจแข็งพอ

หลายๆ อย่่างในชีวิตคนเรา แม้มันจะผ่านไปแล้ว แต่มันก็ไม่เคยจบ มันยังคงวนเวียนอยู่ตรงนี้ ให้เราได้จดจำ และยังคงหวาดกลัวมัน...เหมือนเดิม
ไม่ว่าใครจะว่าอะไร ว่าปีก่อนนั้นแย่อย่างไร ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งในชีวิต แม้ว่าเรื่องที่ผ่านมาจะเจ็บปวดหรือสุขสันต์ มันก็ได้สอนอะไรหลายอย่าง และทำให้ผมก้าวต่อไป

บทเรียนที่สอนใจ
 
1. อุบัติเหตุ 2 ครั้ง หัวปีท้ายปี
สอนให้รู้จักคำว่า มรณานุสติ และความไม่ประมาท เหตุการณ์ครั้งแรก เป็นเพราะความประมาทในอุปกรณ์ที่เราใช้ ซึ่งมั่นใจอุปกรณ์และตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่ระวัง ปล่อยให้ยางรถหมดสภาพ ขับไปบนถนนที่ฝนตก และคิดว่าตัวเองเอาอยู่เพราะประสบการณ์ขับรถสิบห้าปี.....ผลสรุปคือลงข้างทาง ไม่เป็นอะไรเลยก็บุญแล้ว
 
ครั้งที่สองคงได้อ่านกันทุกคนแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังพักฟื้นที่บ้าน ไม่ได้กลับไปทำงานเสียที เหตุเพราะร่างกายที่เต็มกลืน ฝืนใช้งานอย่างไม่ระวัง
 
แต่เหตุการณ์ครั้งที่สองนี้ ก็ทำให้ผมรับรู้อย่างหนึ่งว่า คนที่รักผม มันเยอะมาก มากเสียจนผมไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณอย่างไรหมด ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรัก เพื่อนร่วมงาน หลายๆ คนที่ผมไม่คิดว่าจะห่วงผมขนาดนี้
  
แม่ ที่ดูแลผมตลอดเวลา
พ่อ ที่ไม่ค่อยกล้าจะแสดงความรัก แต่จริงๆ โคตรจะห่วง 
พี่กบ น้องกู๊ด พี่สาวน้องชายที่น่ารัก ทำทุกอย่างให้
คุณตา ลุง ป้าๆ และน้าๆ ครับ  ขอบคุณในทุกๆ เรื่องมากครับ
รุ้ง ดูแลเค้าอย่างนี้นานๆ นะ ขอบคุณมาก
ขวัญ โอ๊ต พี่ต๊อด น้องเจิน มิ้นๆ ไอ้ดิว ไอ้วิน น้องๆ พี่ๆ ทุกคน ขอบคุณจริงๆ สำหรับทุกอย่าง เรายังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม และสำหรับน้องๆ รักพวกเอ็งเพิ่มว่ะ
หมอชัยพร  อาจารย์ครับ ขอบคุณที่เมตตาผมทุกอย่าง
พี่สมมารถ พี่เฟิร์น พี่หนึ่ง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้ครับ
เพื่อนๆ แม่ ที่ช่วยสมทบ ช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาล อาหารการกิน
เพื่อนๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะไอ้ยศ ขอบคุณที่เป็นห่วง ขอบคุณมาก
เพื่อนๆ เฮฮาหว้ากอ ที่ไม่เคยปล่อยให้เหงาสักวัน หาเรื่องให้ฮากันได้ตลอด
 
ขอบคุณทุกคนอีกครั้งครับ ขอบคุณจริงๆ 
 
 
 
2. ไปเป็นด่านหน้าของตากล้อง กลางดงกระสุน ในวันสงกรานต์เลือด....
เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ก็แน่นอนว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามันมีผลกับชีวิตคนทั้งในและนอกกรุง ไม่ว่าคุณจะแดง จะเหลือง หรือจะขาว
 
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสะเทือนใจจากเหตุการณ์นี้คือ ไม่ว่าคุณคือใคร คุณก็คือคนไทย และทำไม คนไทยต้องฆ่าฟันกันเอง แน่นอน เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุดแล้ว
 
คนกลุ่มหนึ่ง รุกรานคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะความคิดต่าง
คนกลุ่มหนึ่ง เคยรุกรานคนอื่น แต่เมื่อตัวเองไม่ได้ทำ ก็เอาแต่นั่งตำหนิผู้อื่น 
คนกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจในมือ แต่ทำอะไรไม่ได้ 
คนกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ต้องป้องกันบ้านเมือง จะทำอะไรก็อึดอัดไปหมด ต้องคอยระวัง
สุดท้าย คนที่เสียประโยชน์ที่สุด คือคนกลุ่มสุดท้าย
ซึ่งโดนคนกลุ่มหนึ่งรุกราน จำต้องสุ้กลับ เพื่อป้องกันตนเอง
 
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ หลายอย่าง 
  • เพื่อนเภสัชกรหญิงของผม ซึ่งทำงานแต่ในโรงพยาบาล และเป็นโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งวันๆ ก็ใส่สูทสวยงาม ไม่คิดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในทีมอาสาร่วมกตัญญู วิ่งฝ่าดงกระสุนในชุดหมี เพื่อเคลียร์สถานการณ์ที่มีคนถูกยิงตอนนั้น รวมทั้งลากผม ซึ่งอยู่ใกล้กระสุนมากกว่า เข้ามาหลบในรถมูลนิธิ ขอบคุณมากๆ เพื่อนออม สิบปีที่เราสนิทกันมา รักแกว่ะ
  • ได้เห็นพลังของชุมชน ที่ออกมาปกป้องท้องถิ่นของตนเอง ไม่น่าเชื่อ ว่าคุณจะกล้าเดินฝ่าคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์รุนแรง เพื่อห้าม ไม่ให้เขาทำร้านบ้านของคุณ แม้จะสละด้วยชีวิต ขอบคุณครับลุงป้อม
  • ได้เห็นความกล้า ของทหาร และความเป็นสุภาพบุรุษ ต่างจากที่เคยคิดไว้ แม้ภาพการรัฐประหารนั้น จะทำให้ทหารต้องเสียหาย แต่ทหารที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่ดูจอภาพแล้วสั่งนั้น คุณคือลูกผู้ชายครับ ขอบคุณที่ปกป้องชาวบ้านผมและเพื่อนๆ ที่นางเลิ้ง ขอบคุณครับ
  • และสิ่งดีๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจของชาวบ้าน พลังที่ร่วมกันสู้ในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพชรบุรี ยมราช มหานาค นางเลิ้ง
  • ครั้งแรกที่ผมได้กิฟท์จากห้องรดน. ณ พันทิป อย่างถล่มทลายครับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับกิฟท์เกือบพันคะแนน
ผมแนะนำให้ใครที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกัน มองด้วยใจเป็นกลางครับ แล้วคุณจะเห็นภาพแบบผม
 
 
ส่วนตากล้องทั้งหลาย ถ้าริจะไปอยู่ตรงแนวหน้า กรุณาดูตาม้าตาเรือให้มากขึ้นนะพ่อคุณ แม่คุณ อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนที่อยู่กลางดงกระสุนเสียเอง
 
สองกระทู้นี้ แด่ประเทศชาติและประชาชน และพวกกล้าไม่ดูเวลาที่ไปพร้อมๆ กันกับผมหลายคนครับ  
 
3. ความเจ็บป่วยมันอยู่ใกล้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ แพ้อาหารทะเลแบบของผม หรือหวัด
ปีนี้อุบัติเหตุเกือบตาย 1 ครั้ง
แพ้อาหารทะเลเกือบตาย 1 ครั้ง
เป็นหวัดเรื้อรัง จนต้องผ่าทอนซิล 1 ครั้ง
 
ทุกๆ ครั้ง  เราได้เรียนรุ้วิธีที่จะอยู่กับมันไปมากขึ้น ประมาทน้อยลง นั่นคือสิ่งที่ได้รับจากการป่วย
 
 
สามหัวข้อนี้คือสิ่งที่ผมเรียนรู้ครับ
ส่วนสิ่งดีๆ ที่ได้ในปีนี้หรอ มากมายนับไม่ถ้วนครับ เช่น
  1. สอบเรียนต่อได้ซะทีนะ
  2. มีคนรักดีๆ
  3. ได้ไปเที่ยวได้กิน ใช้ชีวิตแบบที่อยากทำ (แม้จะเกือบตายก็ตาม)
  4. ฯลฯ
เอาหละครับ ในวาระปีใหม่นี้ ผมขออวยพรทุกท่านให้มีความสุขตามอัตตภาพ มีแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตและฝ่าฟันไปให้สำเร็จครับ
 
ส่วนผม ตอนนี้พักฟื้นให้หาย กลับไปทำงาน ไปเรียนก่อน
ความฝันอื่นๆ ที่ต้องทำต่อ ก็ค่อยว่ากัน 

edit @ 24 Jan 2010 02:37:34 by Epinephrine

ลาก่อนนะ...

posted on 21 Dec 2009 12:29 by epinephrine  in Life
ผมมักจะบอกทุกคนอย่างหนึ่ง ผมเป็นคนที่โชคดีอย่างที่สุด ที่ผมมีสังคมเพื่อนฝูงที่ดี มีคุณภาพ และเป็นคนเก่งๆ กันหลายอย่าง

ยิ่งการที่ผมประสบอุบัติเหตุหนักครั้งนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่าผมโชคดี อุบัติเหตุขนาดนี้ ไม่สมควรเรียกว่าโชคร้ายหรอกครับ เพราะมันคือการโชคดีอย่างที่สุด ที่ผมยังมีโอกาสมานั่งพิมพ์ตรงนี้ได้

สังคมหนึ่งที่ผมใช้ชีวิตอยู่ ก็คือสังคมออนไลน์ ของเวบพันทิป โดยเฉพาะในห้องเฮฮาหว้ากอ ซึ่งเป็นคลับย่อยๆ ของคนที่อพยพมาจากห้องอื่นกัน ในสังคมที่เฮฮามีความสุข ในปลายปี 52 นี้ กลับกลายเป็นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า

ตั้งแต่ผมประสบอุบัติ ไม่กี่วัน อาจารย์เต้ย Digital-Crash หรือที่เรียกกันว่าอาจารย์เดี้ยง ก็ประสบอุบัติเหตุที่หนักพอกัน

แต่มันไม่หนักหนาเท่ากับการที่เพื่อนของพวกเราคนนึงต้องจากไป

พราว Queen of Convenience ฉายา อำแดงจืด เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางใช้ชีวิตอยู่ ณ แดนไกล ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันพุธที่ 16 ที่ผ่านมา ที่ปารีส ดินแดนที่พราวใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ด้วยตัวเอง

พราวเป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิตและอดทนคนหนึ่ง เป็นคนที่ผมชื่นชมถึงความกล้า แม้จะไม่สนิทกันมากนัก แต่เราในฐานะห้องเฮฮา ก็พูดคุยกันหลายๆ อย่าง

เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ทุกคนจำได้ก็คือพราวเลี้ยงงู แล้วโดนงูฉกหัว --'

วันนี้พราวได้กลับบ้านแล้ว แม้จะกลับมาแค่อัฐิเท่านั้น แต่พราวก็ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป

นาทีที่ผมรู้เรื่องพราว ผมร้องไห้ให้กับสองเรื่อง คือการจากไปของเพื่อนคนหนึ่ง และความโชคดีของตัวเอง...

ตอนนี้ผมยิ่งคิดว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหน ไม่มีอะไรจะโชคดีกว่านี้
 
และอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ ชีวิตนั้น ไม่เที่ยงจริงๆ 

และสำหรับพราว
ลาก่อนนะ นอนพักผ่อนให้เต็มที่อยู่ที่บ้านของพวกเรา บ้านที่พราวจากไปนาน 

edit @ 21 Dec 2009 12:34:23 by Epinephrine

พักยกกันเรื่องนาทีชีวิตผมก่อน

วันที่เขียนบล็อกนี้เป็นวันที่ 38 ที่ผมนอนอยู่ที่นี่ (โรงพยาบาลตำรวจ) นับจากวันที่เกิดอุบัติเหตุมา ผมยังไม่เคยรู้เลย ว่าตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เดินได้เยอะแล้ว ยืนขาเดียวก็พอได้ เลยไปชั่งน้ำหนักเสียหน่อย
หลายๆ คนคงรู้ว่าผมเองพยายามลดน้ำหนักมานานแล้ว แต่ก็ลงมั่งไม่ลงมั่ง ไอ้ที่ลงก็น้อยเสียนี่กะไร...

ช่วงไม่สบายผมก็เลยปฏิบัติตามหลัก 4 อ. ซึ่งได้ผลดีมากเลยครับ

อ. อาหาร..... อาหารโรงพยาบาลสำหรับคนไข้ก็รู้ๆ กันน่ะนะ ว่ามันจืดชืดสิ้นดี ยิ่งมีความดันกับเก๊าท์ แล้วแพ้กุ้งด้วย เลยมีแต่หมูกะผักบางอย่างซ้ำๆ กันทุกมื้อ อืม....ได้ผล
อ. อารมณ์..... หลังจากรอดตายมารู้สึกตัวเองสุขภาพจิตดีขึ้น มองโลกโคตรจะบวกเลย แน่นอนหละ ก็รอดขนาดนี้นิ
อ. ออกกำลังกาย..... ใครว่านอนแล้วจะออกกำลังกายไม่ได้ ออกได้ครับ ไม่ยากด้วย ผมมีบาร์ให้โหนอยู่ในห้อง ก็โหนไปทุกวันๆ

ส่วนอ. สุดท้าย เป็นทุกสิ่งของการลดน้ำหนักครั้งนี้
ทำให้ผมลดน้ำหนักไปได้ 13 กิโล จากที่ผมชั่งครั้งที่แล้ว 93 ก่อนรถชนไม่กี่วัน ตอนนี้เหลือแค่ 80 เท่านั้น


อ............อุบัติเหตุไงครับ ถ้าไม่เกิดนี่ ลดน้ำหนักไม่ลงจริงๆ นะ เออ
อ้อ แต่ไม่ต้องเอาอย่างผมนะครับ ไม่หนุกเท่าไหร่ ^^' 
ก่อนที่การดำเนินการ "งัดแงะ" จะเริ่มขึ้น มีผู้คนแวะเวียนมาหาช่องทางเอาร่างอวบๆ ของผมออกจากรถอยู่เสมอ แต่เนื่องจากหลายหน่วยงานมาพร้อมกันเกินไป ตั้งแต่ร่วมกตัญญู, ชุดกู้ภัยการท่าอากาศยาน และ ชุดของดับเพลิงราชาเทวะ ต่างคนก็ต่างหาวิธีของตัวเอง
ยังไงเจ้าถิ่นก็เป็นเจ้าถิ่นหละครับ การท่าฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักหละ

ผมก็ยังคงนอนเลือดไหลเต็มหน้า จากเศษกระจก รอเวลาเรื่อยๆ มีฝรั่งคนหนึ่ง เข้ามาถามอาการ ผมก็ตอบว่า "Don't worry, everything fine. It's stuck at my leg only" พี่ฝรั่งก็ เออออไป แต่ก็ยังไม่วายโวยให้ชุดกู้ภัยระวังหัวผมอยู่ดี พ่อบอกว่าฝรั่งคนนั้นเป็นหน่วยดับเพลิงของออสเตรเลีย แล้วยังชมผมว่าสติดีมาก
คำพูดนี้ทำให้ผมกลับมาคิดอย่างหนึ่งว่า ผมนี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้หมดสติเลยตั้งแต่วินาทีแรกที่รถเกิดอุบัติเหตุ มันทำให้คนรอบข้างที่รอช่วยเหลือเรา สบายใจได้อย่างมากทีเดียว

ตอนนี้รอบๆ ตัวผมมีกล้องสารพัดกล้อง มีพี่คนนึงถือ D50 สีเงิน พี่กู้ภัยมีกล้องคอมแพค มีกล้องวิดีโอตัวนึง จริงๆ ยังมีอีกเพียบ ผมก็คิดในใจ จะถ่ายอะไรกันจังเลย พ่อคุณทั้งหลาย แต่ก็อย่างว่า โวยก็คงไม่ดี แถมถ่ายๆ ไปเหอะ อยากดัง :P
อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มาถึง คือเครื่องตัดแบบใช้แก๊ส ที่มาถึงพร้อมเสียงโวยวายของหน่วยกู้ภัย เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ ผมอยู่ตรงนั้น ยังไงก็ต้องโดนไฟแน่ๆ เลยต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง แม่กับพ่อยังยืนทำหน้าตาบอกไม่ถูกอยู่เหมือนเดิม แล้วผมก็นั่งรอต่อไป พร้อมกับเอามือกุมแขนที่เลือดไหลไว้

รออีกไม่นาน อุปกรณ์ตัดถ่างด้วยไฟฟ้าก็เดินทางมาถึง สิ้นแรกที่ทีมกู้ภัยทำคือการถ่างเอาประตูที่อัดเข้าให้เปิดได้ โดยทีมกู้ภัยเอาชุดคลุมดับเพลิงมาคลุมผมไว้ มันเป็นอะไรที่สุดแสนจะหนักเลย เสียงเหล็กลั่นไม่นาน ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย อืม...ไอ้เครื่องนี่มันดีจริงๆ
แต่ยังครับ แค่ประตูเปิดแล้วจะออกได้ มันคงจะง่ายไปซะแล้ว ก็เลยยังคงติดอยู่อีก ทีมกู้ภัยเริ่มพยายามลากผมออกมาให้ได้ แต่ขาที่ค่อนข้างเจ็บ ทำให้นักกู้ภัยชาวออสซี่โวยวายให้ตัดประตู พ่อผมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยืนยันตามนั้น ทีมกู้ภัยจึงเอาชุดคลุมมาคลุมอีกรอบ แล้วเริ่มใช้อุปกรณ์ในการตัดครับ ตัดกรอบประตูบนและล่างออก ซึ่งก็น่าจะเอาออกได้ง่ายขึ้น

ถึงตอนนี้ ผมยังไม่ได้ออกหรอกครับ ยังคงติดอยู่ดีแหละ สิ่งสุดท้ายคือการตัดตัวล็อกเบาะออก เพื่อให้ผมเอนไปข้างหลับแล้วยกออกแนวนอนได้ ตอนนั้นมีเปลตัก 1 อัน และเปลนอน พร้อมที่ล็อกตัว 1 อันรออยู่
ทันทีที่ผมเอียงตัวเอาหัวออกมาได้ พี่พยาบาลซึ่งรออยู่แล้ว สั่งให้ใช้เปลนอน ซึ่งล็อกหัวผมได้ทันที แล้วนำมาพักไว้ที่ถนน ก่อนที่จะเปลี่ยนขึ้นรถเข็นก่อนพาผมขึ้นรถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 ซึ่งเป็นเวร EMS ในวันนั้นพอดี

บนรถพยาบาล แม่ขึ้นรถกับผมไปด้วย ผมจึงขอให้ไปส่งที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ซึ่งผมทำงานอยู่ทันที โดยให้ติดต่อไปยังหัวหน้าห้องฉุกเฉิน หรือพี่แจง ว่าเภสัชกอล์ฟประสบอุบัติเหตุ ให้เตรียมรับด้วย
พี่พยาบาลประจำรถ เปิดเส้นให้ผม โดยใช้เข็มเบอร์ 20 พร้อมกับโหลดสารน้ำให้ทันที ถ้าใครรู้ ก็พอจะเข้าใจหละครับ ว่าเข็มเบอร์นี้มันใหญ่ และเจ็บว้อย --'

รถพยาบาลเปิดสัญญาณไซเรน และไปไทยนครินทร์ผ่านทางด่วนบูรพาวิถี ซึ่งผมควรจะใช้มันเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลเมื่อชั่วโมงที่แล้ว และใช้เวลาไม่นานก็กลับรถมาถึงโรงพยาบาล และตรงดิ่งไปยังห้องฉุกเฉินทันที

แน่นอนครับ ผมคิดว่าผมน่าจะรอดตายแน่ๆ แล้วหละ...มั้ง
 

edit @ 10 Dec 2009 13:10:04 by Epinephrine