จากเดิมที่บอกชาวบ้านให้ทำอะไรได้ตามใจ อยากทำอะไรก็แค่คิดแล้วบอกหัวหน้าไป วางแผนให้รอบคอบก็พอ

โจทย์ที่หัวหน้าให้ไว้คือทำยังไงก็ได้ให้โรงพยาบาลผ่าน Reaccreditation ในส่วนของระบบยา กลายเป็นได้รับความไว้ใจให้ทำอีกหลายงาน

แต่ตอนนี้รพ. ยังไม่ได้รับการประเมิน เลยไม่รู้จะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็กลับชิ่งออกมาก่อนเสียแล้ว ด้วยโอกาสที่ทาง IHPP ให้มา

ต้องขอโทษหัวหน้า และทุกคนที่รพ. ด้วยนะครับ
แต่คาดว่าคงเข้าใจกันนั่นแหละ

หน่วยงานที่ผมย้ายมาคือ IHPP (International Health Policy Program, Thailand) หรือสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ โดยมาทำงานในส่วนของ สำนักงานพัฒนาและวิจัยกำลังคนด้านสุขภาพ หรือ สวค. โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยตัวกะจ้อยร้อย (ในขนาดใหญ่ๆ)

การเลือกมาที่นี่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เงินเดือนที่ลดลง แต่โอกาสที่อาจจะได้รับก็คุ้มค่าอยู่พอควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนที่อาจจะได้รับ การได้พัฒนาทักษะด้านงานวิจัย เพื่อต่อยอดในการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป

ข้อดีคือตอนนี้รู้ตัวว่าโง๊ โง่ ไม่มีอะไรเลย ต้องขยับตัวตามให้ทัน เพราะที่นี่คือแหล่งรวมคนเก่งๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลายอย่างของระบบสาธารณสุขไทย ถ้าไม่พยายาม ก็คงล้มเหลว

ในสัปดาห์แรกที่ผ่านมา งานหลักๆ คืออ่านหนังสือ อ่านงานวิจัย อ่านปัญหาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่ในระบบสุขภาพ ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) ซึ่งทำให้ผมเห็นความจริงๆ หลายๆ อย่างที่น่าตกใจ ตกใจกว่าความเท่าเทียมที่เคยเรียนมาเสียด้วยซ้ำ

ภายใน 6 เดือนจากนี้ คงได้เรียนรู้อะไรอีกมามาย และเราคงไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ตอนนี้ คงทำให้เต็มที่ทุกอย่างหละครับ

สู้ๆ :)
ผ่านจากวันนั้นมาถึงวันนี้ ก็นับรวมได้ 140 วันแล้ว

จริงๆ ผมเลิกนับวันมาตั้งแต่กลับไปทำงานแล้วหละ เพราะนับไปก็เศร้าเปล่าๆ

อาทิตย์ก่อน รุ้งยอมขับรถมากรุงเทพ จากลูกอ้อนของผม ช่วงงาน HA Forum ผมก็เลยได้ลองขับรถ ซึ่งก็ขับได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา พี่หนุน หัวหน้ากายภาพที่โรงพยาบาล เพิ่งเจอกะผมครั้งแรก เห็นท่าผมเดิน แกเลยดุ พร้อมสอนท่าเดินใหม่ ทำให้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมสามารถปล่อยไม้ได้ข้างนึงทันที แล้วแกก็บอกว่า ลองเดินได้เลย กระดูกติดไม่รู้จะติดยังไงแล้ว

วันนี้กลับบ้าน หลังจากนั่งคุยโทรศัพท์กะรุ้งสักพัก ผมก็เลยลองลุก แล้วค่อยๆ ก้าวเดินดู โดยไม่ใช้ไม้ค้ำ

ก้าวแรก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะครับ

ผมค่อยๆ ก้าวต่อไปเรื่อยๆ บนระยะทางสั้นๆ ในห้อง

1 ก้าว
2 ก้าว

ในที่สุด ผมก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคง แม้จะช้าหน่อย

แต่ตอนนี้

ผมเดินได้แล้วครับ
140 วัน ในที่สุดผมก็เดินบนเท้าและขาตัวเองได้

อีกไม่นาน ไม้เท้าไม้ค้ำ ก็คงเลิกคุยกัน :)
ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา
ขอบคุณครับ ^^
หลังจากกลับมาทำงาน ด้วยอาการตอนนี้ แบบเขยกๆ ไม้ค้ำมา ก็เจอคนทั้งทักทายและถากถางตามปรกติครับ

เลยรวบรวมคำถามเล่นๆ ในสองวันที่ผ่านมา เอามาคุัยกันดีกว่า

1. ถ้าเพื่อนร่วมงานป่วย (อย่างผม) กลับมาทำงาน
ควร เป็นอย่างไร หายดีหรือยัง? คำถามสามัญครับ ถามสักหน่อยก็ดี ปล. ผมไม่ได้น้อยใจใคร
ไม่ควร กลับมาทำไม?? ....ถ้าถามแบบนี้ เอวังด้วยประการฉะนี้กันเลยทีเดียวนะครับ

2. ถ้าเพื่อนร่วมงานป่วยในตำแหน่งวิกฤต เช่นสะโพก
ควร เช่นเดียวกะข้างบนนะจ๊ะ
ไม่ควร (โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ควรเป็นคนถามและไม่ควรไปถามอย่างแรง) ยังสืบพันธุ์ได้มะ? อันนี้โดนทั้งวัน ดีนะคนถามเป็นผู้ใหญ่ ไม่งั้นมีเตะ

3. ถ้าเพื่อนร่วมงานย้ายแผนก
ควร ย้ายนานรึยังหละ? ถามแค่นี้ก็พอครับ ไม่ต้องเอายาว ถ้ายาวไปต่อข้อ 4
ไม่ควร ทำไมถึง "โดน" ย้ายหละ? คำถามนี้ดูเล็กน้อยแต่ไม่สร้างสรรค์นะครับนะ โดนย้ายเนี่ย มันดูรุนแรง บางทีเค้าอาจจะขอย้ายก็ได้ อย่าไปคิดว่าเค้าจะโดนย้ายสิ มันไม่ดี

4. ถ้าเพื่อนร่วมงานย้ายแผนก (ต่อ)
ควร ปรับตัวได้รึยัง? สั้นๆ ครับ จบคำถามเลย
ไม่ควร ดีกว่าที่เก่าไหม? อันนี้ไม่ควรอย่างแรงนะครับ บางทีอาจจะไปสะกิดใจอะไรเข้า เช่นจริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้อยากย้าย แต่ว่าคนที่แผนกใหม่ขาด เลยจำใจต้องย้าย แบบ เสียสละอะไรประมาณนี้

5. เรื่องเงินๆ ทองๆ
ควร... เรื่องเงินชาวบ้าน ถ้าเค้าอยากเล่าก็เล่าแหละครับ อย่าไปทะลึ่งถามเลย ไม่มีคำถามควรถามครับ
ไม่ควร ก็ทุกอันนั่นแหละ ไม่ว่าจะยังได้เงินเดือนป่าว ได้โบนัสไหม เงินเดือนขึ้นไหม ฯลฯ

เก็บตกจากที่โดนถามเท่านั้นนะค้าบ ใครว่ามีอะไรอีกมั่งมาช่วยๆ กันคิด เร้วววววว

ใครที่ดูโทรทัศน์วันนี้คงเห็นข่าวเด็กโรงเรียนวัดท่าพระ ที่เอายา Dextromethophan มากินเพื่อให้เมา

ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพ่อแม่เด็ก สิ่งที่อย. ทำได้ คือการบุกไปจับร้านยา และพบว่าร้านยาที่จำหน่ายยานั้น ไม่มีเภสัชกร ซึ่งแน่นอน ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังในวิชาชีพเภสัชกรรมมานานแสนนานแล้ว แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ทำไม...ร้านยาในกรุงเทพ กลับไม่มีเภสัชกร ยิ่งกว่าร้านยาในต่างจังหวัด??

หากเดินผ่านถนนสักสายหนึ่ง ตลาดสักตลาด เราอาจจะเจอร้านยาสักสี่ห้าร้าน แต่มีสักกี่ร้าน ที่มีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลาที่ร้านเปิด

ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ระบุไว้ชัดเจนว่า

ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่ง หรือเภสัชกรชั้นสอง เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ
[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 (รก.2522/79/29 พ.)]

และเพิ่มเติมใน มาตรา 21 ทวิว่า

ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 40 ทวิประจำอยู่ณ สถานที่ขายส่งยาแผนปัจจุบันหรือสถานที่เก็บยาตลอดเวลาที่เปิดทำการ
*[มาตรา 21 ทวิเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 (รก.2530/278/1 พ.)]

นั่นแปลอย่างชัดเจนว่าร้านยาทุกร้าน "ต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิด"

แต่สามสิบปีที่ผ่านมา อย. ได้กำหนดให้สามารถ "แขวนป้าย" ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยการอนุญาตให้ระบุว่าเวลาทำการคือกี่โมงถึงกี่โมง เช่น 18.00 - 21.00 ซึ่งนอกเวลาราชการ และเป็นเวลาที่ อย. ไม่ทำงานแล้วนั่นเอง จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบ

แม้ว่าจะไม่เห็นชัดเจนว่าร้านยาเจ้าปัญหาที่ขายยา Dextromethophan จำนวนมากให้กับผู้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือเภสัชกรรม และผู้จำหน่ายไม่ใช่เภสัชกรนั้น มีเวลาทำการเท่าไร

แต่นาทีนี้ สังคมก็รับรู้เพิ่มขึ้นแล้วว่า ร้านยาที่ไม่มีเภสัชกร นับเป็นความเสี่ยงให้กับชีวิตอย่างรุนแรง

ไม่ใช่แค่ชีวิตตัวเอง แต่ยังรวมถึงชีวิตของลูกหลานด้วย

แม้ในปัจจุบัน อย. จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นแล้ว แต่คำว่าเวลาที่เปิดทำการนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่อย. ต้องหันกลับมามองตนเองว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อใคร ในเมื่อหน้าที่ของ อย. คือการคุ้มครองให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอาหารและยาไม่ใช่ทำให้ความเสี่ยงที่มีมากอยู่แล้ว มากขึ้นกว่าเดิม

ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นยาชุด สเตอรอยด์ คงจะต้องกลับมาหลอกหลอนอย. ต่อไป และสุดท้าย ผู้ที่ต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือผู้บริโภคนั่นเอง

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ โปรดอย่าพึ่งลบเมล์นี้ !!!

รู้มั้ยว่า เครื่องตรวจระเบิด GT 200,