ไม่ว่าใครจะว่าอะไร ว่าปีก่อนนั้นแย่อย่างไร ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งในชีวิต แม้ว่าเรื่องที่ผ่านมาจะเจ็บปวดหรือสุขสันต์ มันก็ได้สอนอะไรหลายอย่าง และทำให้ผมก้าวต่อไป

บทเรียนที่สอนใจ
 
1. อุบัติเหตุ 2 ครั้ง หัวปีท้ายปี
สอนให้รู้จักคำว่า มรณานุสติ และความไม่ประมาท เหตุการณ์ครั้งแรก เป็นเพราะความประมาทในอุปกรณ์ที่เราใช้ ซึ่งมั่นใจอุปกรณ์และตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่ระวัง ปล่อยให้ยางรถหมดสภาพ ขับไปบนถนนที่ฝนตก และคิดว่าตัวเองเอาอยู่เพราะประสบการณ์ขับรถสิบห้าปี.....ผลสรุปคือลงข้างทาง ไม่เป็นอะไรเลยก็บุญแล้ว
 
ครั้งที่สองคงได้อ่านกันทุกคนแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังพักฟื้นที่บ้าน ไม่ได้กลับไปทำงานเสียที เหตุเพราะร่างกายที่เต็มกลืน ฝืนใช้งานอย่างไม่ระวัง
 
แต่เหตุการณ์ครั้งที่สองนี้ ก็ทำให้ผมรับรู้อย่างหนึ่งว่า คนที่รักผม มันเยอะมาก มากเสียจนผมไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณอย่างไรหมด ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรัก เพื่อนร่วมงาน หลายๆ คนที่ผมไม่คิดว่าจะห่วงผมขนาดนี้
  
แม่ ที่ดูแลผมตลอดเวลา
พ่อ ที่ไม่ค่อยกล้าจะแสดงความรัก แต่จริงๆ โคตรจะห่วง 
พี่กบ น้องกู๊ด พี่สาวน้องชายที่น่ารัก ทำทุกอย่างให้
คุณตา ลุง ป้าๆ และน้าๆ ครับ  ขอบคุณในทุกๆ เรื่องมากครับ
รุ้ง ดูแลเค้าอย่างนี้นานๆ นะ ขอบคุณมาก
ขวัญ โอ๊ต พี่ต๊อด น้องเจิน มิ้นๆ ไอ้ดิว ไอ้วิน น้องๆ พี่ๆ ทุกคน ขอบคุณจริงๆ สำหรับทุกอย่าง เรายังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม และสำหรับน้องๆ รักพวกเอ็งเพิ่มว่ะ
หมอชัยพร  อาจารย์ครับ ขอบคุณที่เมตตาผมทุกอย่าง
พี่สมมารถ พี่เฟิร์น พี่หนึ่ง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้ครับ
เพื่อนๆ แม่ ที่ช่วยสมทบ ช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาล อาหารการกิน
เพื่อนๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะไอ้ยศ ขอบคุณที่เป็นห่วง ขอบคุณมาก
เพื่อนๆ เฮฮาหว้ากอ ที่ไม่เคยปล่อยให้เหงาสักวัน หาเรื่องให้ฮากันได้ตลอด
 
ขอบคุณทุกคนอีกครั้งครับ ขอบคุณจริงๆ 
 
 
 
2. ไปเป็นด่านหน้าของตากล้อง กลางดงกระสุน ในวันสงกรานต์เลือด....
เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ก็แน่นอนว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามันมีผลกับชีวิตคนทั้งในและนอกกรุง ไม่ว่าคุณจะแดง จะเหลือง หรือจะขาว
 
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสะเทือนใจจากเหตุการณ์นี้คือ ไม่ว่าคุณคือใคร คุณก็คือคนไทย และทำไม คนไทยต้องฆ่าฟันกันเอง แน่นอน เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุดแล้ว
 
คนกลุ่มหนึ่ง รุกรานคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะความคิดต่าง
คนกลุ่มหนึ่ง เคยรุกรานคนอื่น แต่เมื่อตัวเองไม่ได้ทำ ก็เอาแต่นั่งตำหนิผู้อื่น 
คนกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจในมือ แต่ทำอะไรไม่ได้ 
คนกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ต้องป้องกันบ้านเมือง จะทำอะไรก็อึดอัดไปหมด ต้องคอยระวัง
สุดท้าย คนที่เสียประโยชน์ที่สุด คือคนกลุ่มสุดท้าย
ซึ่งโดนคนกลุ่มหนึ่งรุกราน จำต้องสุ้กลับ เพื่อป้องกันตนเอง
 
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ หลายอย่าง 
  • เพื่อนเภสัชกรหญิงของผม ซึ่งทำงานแต่ในโรงพยาบาล และเป็นโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งวันๆ ก็ใส่สูทสวยงาม ไม่คิดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในทีมอาสาร่วมกตัญญู วิ่งฝ่าดงกระสุนในชุดหมี เพื่อเคลียร์สถานการณ์ที่มีคนถูกยิงตอนนั้น รวมทั้งลากผม ซึ่งอยู่ใกล้กระสุนมากกว่า เข้ามาหลบในรถมูลนิธิ ขอบคุณมากๆ เพื่อนออม สิบปีที่เราสนิทกันมา รักแกว่ะ
  • ได้เห็นพลังของชุมชน ที่ออกมาปกป้องท้องถิ่นของตนเอง ไม่น่าเชื่อ ว่าคุณจะกล้าเดินฝ่าคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์รุนแรง เพื่อห้าม ไม่ให้เขาทำร้านบ้านของคุณ แม้จะสละด้วยชีวิต ขอบคุณครับลุงป้อม
  • ได้เห็นความกล้า ของทหาร และความเป็นสุภาพบุรุษ ต่างจากที่เคยคิดไว้ แม้ภาพการรัฐประหารนั้น จะทำให้ทหารต้องเสียหาย แต่ทหารที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่ดูจอภาพแล้วสั่งนั้น คุณคือลูกผู้ชายครับ ขอบคุณที่ปกป้องชาวบ้านผมและเพื่อนๆ ที่นางเลิ้ง ขอบคุณครับ
  • และสิ่งดีๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจของชาวบ้าน พลังที่ร่วมกันสู้ในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพชรบุรี ยมราช มหานาค นางเลิ้ง
  • ครั้งแรกที่ผมได้กิฟท์จากห้องรดน. ณ พันทิป อย่างถล่มทลายครับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับกิฟท์เกือบพันคะแนน
ผมแนะนำให้ใครที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกัน มองด้วยใจเป็นกลางครับ แล้วคุณจะเห็นภาพแบบผม
 
 
ส่วนตากล้องทั้งหลาย ถ้าริจะไปอยู่ตรงแนวหน้า กรุณาดูตาม้าตาเรือให้มากขึ้นนะพ่อคุณ แม่คุณ อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนที่อยู่กลางดงกระสุนเสียเอง
 
สองกระทู้นี้ แด่ประเทศชาติและประชาชน และพวกกล้าไม่ดูเวลาที่ไปพร้อมๆ กันกับผมหลายคนครับ  
 
3. ความเจ็บป่วยมันอยู่ใกล้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ แพ้อาหารทะเลแบบของผม หรือหวัด
ปีนี้อุบัติเหตุเกือบตาย 1 ครั้ง
แพ้อาหารทะเลเกือบตาย 1 ครั้ง
เป็นหวัดเรื้อรัง จนต้องผ่าทอนซิล 1 ครั้ง
 
ทุกๆ ครั้ง  เราได้เรียนรุ้วิธีที่จะอยู่กับมันไปมากขึ้น ประมาทน้อยลง นั่นคือสิ่งที่ได้รับจากการป่วย
 
 
สามหัวข้อนี้คือสิ่งที่ผมเรียนรู้ครับ
ส่วนสิ่งดีๆ ที่ได้ในปีนี้หรอ มากมายนับไม่ถ้วนครับ เช่น
  1. สอบเรียนต่อได้ซะทีนะ
  2. มีคนรักดีๆ
  3. ได้ไปเที่ยวได้กิน ใช้ชีวิตแบบที่อยากทำ (แม้จะเกือบตายก็ตาม)
  4. ฯลฯ
เอาหละครับ ในวาระปีใหม่นี้ ผมขออวยพรทุกท่านให้มีความสุขตามอัตตภาพ มีแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตและฝ่าฟันไปให้สำเร็จครับ
 
ส่วนผม ตอนนี้พักฟื้นให้หาย กลับไปทำงาน ไปเรียนก่อน
ความฝันอื่นๆ ที่ต้องทำต่อ ก็ค่อยว่ากัน 

ลาก่อนนะ...

posted on 21 Dec 2009 12:29 by epinephrine
ผมมักจะบอกทุกคนอย่างหนึ่ง ผมเป็นคนที่โชคดีอย่างที่สุด ที่ผมมีสังคมเพื่อนฝูงที่ดี มีคุณภาพ และเป็นคนเก่งๆ กันหลายอย่าง

ยิ่งการที่ผมประสบอุบัติเหตุหนักครั้งนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่าผมโชคดี อุบัติเหตุขนาดนี้ ไม่สมควรเรียกว่าโชคร้ายหรอกครับ เพราะมันคือการโชคดีอย่างที่สุด ที่ผมยังมีโอกาสมานั่งพิมพ์ตรงนี้ได้

สังคมหนึ่งที่ผมใช้ชีวิตอยู่ ก็คือสังคมออนไลน์ ของเวบพันทิป โดยเฉพาะในห้องเฮฮาหว้ากอ ซึ่งเป็นคลับย่อยๆ ของคนที่อพยพมาจากห้องอื่นกัน ในสังคมที่เฮฮามีความสุข ในปลายปี 52 นี้ กลับกลายเป็นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า

ตั้งแต่ผมประสบอุบัติ ไม่กี่วัน อาจารย์เต้ย Digital-Crash หรือที่เรียกกันว่าอาจารย์เดี้ยง ก็ประสบอุบัติเหตุที่หนักพอกัน

แต่มันไม่หนักหนาเท่ากับการที่เพื่อนของพวกเราคนนึงต้องจากไป

พราว Queen of Convenience ฉายา อำแดงจืด เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางใช้ชีวิตอยู่ ณ แดนไกล ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันพุธที่ 16 ที่ผ่านมา ที่ปารีส ดินแดนที่พราวใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ด้วยตัวเอง

พราวเป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิตและอดทนคนหนึ่ง เป็นคนที่ผมชื่นชมถึงความกล้า แม้จะไม่สนิทกันมากนัก แต่เราในฐานะห้องเฮฮา ก็พูดคุยกันหลายๆ อย่าง

เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ทุกคนจำได้ก็คือพราวเลี้ยงงู แล้วโดนงูฉกหัว --'

วันนี้พราวได้กลับบ้านแล้ว แม้จะกลับมาแค่อัฐิเท่านั้น แต่พราวก็ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป

นาทีที่ผมรู้เรื่องพราว ผมร้องไห้ให้กับสองเรื่อง คือการจากไปของเพื่อนคนหนึ่ง และความโชคดีของตัวเอง...

ตอนนี้ผมยิ่งคิดว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหน ไม่มีอะไรจะโชคดีกว่านี้
 
และอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ ชีวิตนั้น ไม่เที่ยงจริงๆ 

และสำหรับพราว
ลาก่อนนะ นอนพักผ่อนให้เต็มที่อยู่ที่บ้านของพวกเรา บ้านที่พราวจากไปนาน 

edit @ 21 Dec 2009 12:34:23 by Epinephrine

พักยกกันเรื่องนาทีชีวิตผมก่อน

วันที่เขียนบล็อกนี้เป็นวันที่ 38 ที่ผมนอนอยู่ที่นี่ (โรงพยาบาลตำรวจ) นับจากวันที่เกิดอุบัติเหตุมา ผมยังไม่เคยรู้เลย ว่าตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เดินได้เยอะแล้ว ยืนขาเดียวก็พอได้ เลยไปชั่งน้ำหนักเสียหน่อย
หลายๆ คนคงรู้ว่าผมเองพยายามลดน้ำหนักมานานแล้ว แต่ก็ลงมั่งไม่ลงมั่ง ไอ้ที่ลงก็น้อยเสียนี่กะไร...

ช่วงไม่สบายผมก็เลยปฏิบัติตามหลัก 4 อ. ซึ่งได้ผลดีมากเลยครับ

อ. อาหาร..... อาหารโรงพยาบาลสำหรับคนไข้ก็รู้ๆ กันน่ะนะ ว่ามันจืดชืดสิ้นดี ยิ่งมีความดันกับเก๊าท์ แล้วแพ้กุ้งด้วย เลยมีแต่หมูกะผักบางอย่างซ้ำๆ กันทุกมื้อ อืม....ได้ผล
อ. อารมณ์..... หลังจากรอดตายมารู้สึกตัวเองสุขภาพจิตดีขึ้น มองโลกโคตรจะบวกเลย แน่นอนหละ ก็รอดขนาดนี้นิ
อ. ออกกำลังกาย..... ใครว่านอนแล้วจะออกกำลังกายไม่ได้ ออกได้ครับ ไม่ยากด้วย ผมมีบาร์ให้โหนอยู่ในห้อง ก็โหนไปทุกวันๆ

ส่วนอ. สุดท้าย เป็นทุกสิ่งของการลดน้ำหนักครั้งนี้
ทำให้ผมลดน้ำหนักไปได้ 13 กิโล จากที่ผมชั่งครั้งที่แล้ว 93 ก่อนรถชนไม่กี่วัน ตอนนี้เหลือแค่ 80 เท่านั้น


อ............อุบัติเหตุไงครับ ถ้าไม่เกิดนี่ ลดน้ำหนักไม่ลงจริงๆ นะ เออ
อ้อ แต่ไม่ต้องเอาอย่างผมนะครับ ไม่หนุกเท่าไหร่ ^^' 
ก่อนที่การดำเนินการ "งัดแงะ" จะเริ่มขึ้น มีผู้คนแวะเวียนมาหาช่องทางเอาร่างอวบๆ ของผมออกจากรถอยู่เสมอ แต่เนื่องจากหลายหน่วยงานมาพร้อมกันเกินไป ตั้งแต่ร่วมกตัญญู, ชุดกู้ภัยการท่าอากาศยาน และ ชุดของดับเพลิงราชาเทวะ ต่างคนก็ต่างหาวิธีของตัวเอง
ยังไงเจ้าถิ่นก็เป็นเจ้าถิ่นหละครับ การท่าฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักหละ

ผมก็ยังคงนอนเลือดไหลเต็มหน้า จากเศษกระจก รอเวลาเรื่อยๆ มีฝรั่งคนหนึ่ง เข้ามาถามอาการ ผมก็ตอบว่า "Don't worry, everything fine. It's stuck at my leg only" พี่ฝรั่งก็ เออออไป แต่ก็ยังไม่วายโวยให้ชุดกู้ภัยระวังหัวผมอยู่ดี พ่อบอกว่าฝรั่งคนนั้นเป็นหน่วยดับเพลิงของออสเตรเลีย แล้วยังชมผมว่าสติดีมาก
คำพูดนี้ทำให้ผมกลับมาคิดอย่างหนึ่งว่า ผมนี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้หมดสติเลยตั้งแต่วินาทีแรกที่รถเกิดอุบัติเหตุ มันทำให้คนรอบข้างที่รอช่วยเหลือเรา สบายใจได้อย่างมากทีเดียว

ตอนนี้รอบๆ ตัวผมมีกล้องสารพัดกล้อง มีพี่คนนึงถือ D50 สีเงิน พี่กู้ภัยมีกล้องคอมแพค มีกล้องวิดีโอตัวนึง จริงๆ ยังมีอีกเพียบ ผมก็คิดในใจ จะถ่ายอะไรกันจังเลย พ่อคุณทั้งหลาย แต่ก็อย่างว่า โวยก็คงไม่ดี แถมถ่ายๆ ไปเหอะ อยากดัง :P
อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มาถึง คือเครื่องตัดแบบใช้แก๊ส ที่มาถึงพร้อมเสียงโวยวายของหน่วยกู้ภัย เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ ผมอยู่ตรงนั้น ยังไงก็ต้องโดนไฟแน่ๆ เลยต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง แม่กับพ่อยังยืนทำหน้าตาบอกไม่ถูกอยู่เหมือนเดิม แล้วผมก็นั่งรอต่อไป พร้อมกับเอามือกุมแขนที่เลือดไหลไว้

รออีกไม่นาน อุปกรณ์ตัดถ่างด้วยไฟฟ้าก็เดินทางมาถึง สิ้นแรกที่ทีมกู้ภัยทำคือการถ่างเอาประตูที่อัดเข้าให้เปิดได้ โดยทีมกู้ภัยเอาชุดคลุมดับเพลิงมาคลุมผมไว้ มันเป็นอะไรที่สุดแสนจะหนักเลย เสียงเหล็กลั่นไม่นาน ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย อืม...ไอ้เครื่องนี่มันดีจริงๆ
แต่ยังครับ แค่ประตูเปิดแล้วจะออกได้ มันคงจะง่ายไปซะแล้ว ก็เลยยังคงติดอยู่อีก ทีมกู้ภัยเริ่มพยายามลากผมออกมาให้ได้ แต่ขาที่ค่อนข้างเจ็บ ทำให้นักกู้ภัยชาวออสซี่โวยวายให้ตัดประตู พ่อผมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยืนยันตามนั้น ทีมกู้ภัยจึงเอาชุดคลุมมาคลุมอีกรอบ แล้วเริ่มใช้อุปกรณ์ในการตัดครับ ตัดกรอบประตูบนและล่างออก ซึ่งก็น่าจะเอาออกได้ง่ายขึ้น

ถึงตอนนี้ ผมยังไม่ได้ออกหรอกครับ ยังคงติดอยู่ดีแหละ สิ่งสุดท้ายคือการตัดตัวล็อกเบาะออก เพื่อให้ผมเอนไปข้างหลับแล้วยกออกแนวนอนได้ ตอนนั้นมีเปลตัก 1 อัน และเปลนอน พร้อมที่ล็อกตัว 1 อันรออยู่
ทันทีที่ผมเอียงตัวเอาหัวออกมาได้ พี่พยาบาลซึ่งรออยู่แล้ว สั่งให้ใช้เปลนอน ซึ่งล็อกหัวผมได้ทันที แล้วนำมาพักไว้ที่ถนน ก่อนที่จะเปลี่ยนขึ้นรถเข็นก่อนพาผมขึ้นรถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 ซึ่งเป็นเวร EMS ในวันนั้นพอดี

บนรถพยาบาล แม่ขึ้นรถกับผมไปด้วย ผมจึงขอให้ไปส่งที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ซึ่งผมทำงานอยู่ทันที โดยให้ติดต่อไปยังหัวหน้าห้องฉุกเฉิน หรือพี่แจง ว่าเภสัชกอล์ฟประสบอุบัติเหตุ ให้เตรียมรับด้วย
พี่พยาบาลประจำรถ เปิดเส้นให้ผม โดยใช้เข็มเบอร์ 20 พร้อมกับโหลดสารน้ำให้ทันที ถ้าใครรู้ ก็พอจะเข้าใจหละครับ ว่าเข็มเบอร์นี้มันใหญ่ และเจ็บว้อย --'

รถพยาบาลเปิดสัญญาณไซเรน และไปไทยนครินทร์ผ่านทางด่วนบูรพาวิถี ซึ่งผมควรจะใช้มันเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลเมื่อชั่วโมงที่แล้ว และใช้เวลาไม่นานก็กลับรถมาถึงโรงพยาบาล และตรงดิ่งไปยังห้องฉุกเฉินทันที

แน่นอนครับ ผมคิดว่าผมน่าจะรอดตายแน่ๆ แล้วหละ...มั้ง
 

edit @ 10 Dec 2009 13:10:04 by Epinephrine

น้ำตาไหลอีกแล้ว

posted on 06 Dec 2009 11:52 by epinephrine
เมื่อวานวันพ่อ ผมก็กอดพ่อไปตั้งแต่วันที่ 4 ที่พ่อมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ตั้งแต่ผมรถคว่ำ พ่อทำงานหนักกว่าเดิม เพื่อหาเงินมาจัดการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากรถ

ขอบคุณครับพ่อ

แต่พักเรื่องรถชนไว้ก่อน เพราะยังไม่ได้รูปมา

เรามาคุยเรื่องพ่อของแผ่นดินกันดีกว่า

เมื่อวาน พระองค์เสด็จออกมหาสมาคม ทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสพิเศษอะไรเลย ผมคงไม่กล้าคาดเดาอะไรมากไปกว่า พระองค์อยากให้ประชาชนอุ่นใจ ว่าพระองค์ท่านยังอยู่กับพวกเรา แต่ภาพที่พระองค์ท่านเสด็จนั้น ทำให้ผมและคนอื่นๆ คงน้ำตาไหล ด้วยความสงสารพระองค์

การเสด็จโดยประทับรถเข็นนั้น มันทำให้ผมต้องร้องไห้ ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้ กำลังดูข่าวของตาสรยุ้ย ผมก็ยังคงน้ำตาไหล

พระองค์มีพระชนมายุมากแล้ว แต่ยังคงไม่ได้พักผ่อนอย่างที่ผู้ที่มีอายุวัยเดียวกันทำ พระองค์ยังคงห่วงใยพวกเราอยู่ตลอดเวลา ภาพที่คุณตาคุณยายไปนั่งรอเข้าเฝ้าพระองค์ และยังคงอยู่จนกระทั่งพระองค์เสด็จกลับไปยังโรงพยาบาล มันทำให้ผมเสียดายที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น
และเมื่อสมเด็จพระเทพ ก็ได้ขอให้ผอ. ศิริราช ให้ประชาชนที่อยู่ที่นั่น จุดเทียนชัยถวายพระพร พร้อมๆ กับที่ในหลวง ทอดพระเนตรลงมาพร้อมกับฉายภาพนั้น ยิ่งทำให้ผมน้ำตาไหล

แทบจะไม่มีใครชาติอื่นรู้หรอก ว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวง

พวก Antimonarch อย่างพวกที่กำลังก่อความวุ่นวายในประเทศบางกลุ่มนั้น ก็คิดแต่ว่าเรื่องนี้เป็น Propaganda ที่ทำให้คนถูกหลอก

แต่สำหรับผม พระองค์คือศูนย์รวมของจิตใจอย่างแท้จริง พระองค์ไม่ได้แค่เพียงพูด แต่พระจริยวัตรนั้น ยังเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เราเห็นว่า พอเพียง คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีสุข
พระราชกรณียกิจที่พระองค์ตรากตรำมาชั่วชีวิตที่พระองค์ครองราชย์ แต่ให้เป็น Propaganda ผมก็คงยอมที่จะเชื่อ

ราชวงศ์จักรีนั้น จริงๆ มีอายุแค่สองร้อยยี่สิบเจ็ดปี (227 ปี) นับถึงตอนนี้ นับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับราชวงศ์อิมพีเรียลของญี่ปุ่น หรือราชวงศ์ Orange ของเนเธอแลนด์ แต่ว่าบทบาทของกษัตริย์ในประเทศอื่นนั้น กลับต่างจากในไทยอย่างยิ่ง

ภาพของประเทศไทยที่ทำทุกอย่างเพื่อพระราชา ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ การเคารพ นับถือ จนกระทั่งบูชาเยี่ยงเทพนั้น จัดเป็นสิ่งที่แปลก เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก ที่ยังคงมีกษัตริย์อยู่ ไม่มีที่ไหนเลย ที่กษัตริย์จะมีผลต่อชีวิตของประชาชนอย่างนี้

ครอบครัวผมถูกสอนกันมา ว่าชีวิตเรานั้น ต้องตอบแทนชาติ ต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองหรือครอบครัวเท่านั้น

ผมเชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวก็สอนแบบนี้ และคนไทยก็ทำแบบนี้

ดัชนีความสุขของคนไทยนั้น เป็นสิ่งที่บอกได้ชุด จาก 7 กว่าๆ กลายเป็น 9.86 จาก 10 นับเป็นสิ่งที่แสดงได้ชัดเจน ว่าคนไทย ยังมีจุดร่วมของความสุขอยู่ที่เดียวกัน

ผมภาวนาว่า คนไทย คงจะมีความสุขเพิ่มขึ้น มีความสามัคคีกันเพิ่มขึ้น และสุดท้ายแล้ว คนไทยจะไม่ฆ่ากันเอง ทะเลาะกันเอง เหมือนอย่างทุกวันนี้
เผื่อใครยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

พอดีประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ จนถึงตอนนี้ ก็ปาไปสิบกว่าวันแล้ว ที่ผมได้แต่นอน จากตอนแรกที่ได้แต่มองเพดานเท่านั้น เพราะว่าคอถูกดามไว้ด้วยปลอกคอ (พร้อมป้ายชื่อ) ตอนนี้ก็เปลี่ยนมากนอนดูโทรทัศน์ได้

แต่ยังไงเสีย ก็ยังเป็นการนอนอยู่ดี

อุบัติเหตุค่อนข้างรุนแรง รถคว่ำสองรอบ เสาไฟหักสามต้น หลังคารถรอบๆ ตัวผมยุบมาอย่างน้อยๆ ก็ถึงไหล่ผม

เอาเป็นว่าไม่ว่าใครเห็นสภาพรถผม ก็ไม่คิดหรอก ว่าคนขับจะรอดแน่ๆ หละ

สภาพตอนงัดออกมาจากรถยิ่งดูไม่ค่อยจืด ต้องตัดกรอบประตู หน้าต่าง แล้วลากเอาตัวคนออกมา ผมนอน ICU อยู่สองวัน ก่อนจะเตรียมผ่าตัดในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

สภาพความเสียหายกับรถ คงไม่ต้องประเมิน เพราะขายทิ้งเป็นซาก ส่วนความเสียหายที่เกิดกับคน กลับไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น

หางคิ้วแตกนิดหน่อย
ปากฉีกพอเลือดไหล
แขนขวามีแผลเย็บ 5 เข็ม
กระดูกเชิงกรานด้านขวา แตกเป็นสองชิ้นตรงบริเวณปีก
ส่วนที่หนักที่สุดคงเป็นกระดูกเบ้าสะโพกขวา ที่หักตรงที่ต่อยากที่สุด

จนถึงตอนนี้ ผมทำได้มากสุดคือยกขาข้างซ้ายเอง ส่วนด้านขวา ลืมไปได้เลย

สาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุคือหลับใน ตอนเช้าๆ วันทำงานที่ผมไปทำงานอยู่ทุกวัน ขับรถบนถนนเดิมๆ นอนและตื่นเวลาเดิมๆ ไม่มีความรู้สึกง่วงอะไรเลยทั้งนั้น แต่อยู่ๆ ร่างกายก็ปิดการทำงานแบบสนิท ชนิดที่เรียกว่า complete shut down เลยทีเดียว

แขนปล่อยจากพวงมาลัย เท้าเหยียบคันเร่งมิด ตาหลับ หูปิด ทั้งๆ ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่แท้ๆ แฟนผมบอกว่า ประโยคสุดท้ายที่ผมพูดคือ ขับรถดีๆ นะ

หลังจากนั้นผมก็เงียบไปไม่กี่วินาทีผมก็ตื่นด้วยเสียงฮัลโหลๆ ที่ดังมา แต่มันก็ไม่ทันนั่นแหละ เสาไฟอยู่ตรงหน้าแล้ว จากเสาต้นแรกที่อยู่หน้าผม ผมชนอัดไปเต็มที่ ชนิดที่ไม่มีโอกาสได้เหยียบเบรคหรือยกมือมาหักพวงมาลัยหลบด้วยซ้ำ

อย่างทุกหลายๆ คนถามว่าเห็นภาพมันช้าลงหรือไม่

คำตอบคือช้าครับ ภาพกระจกค่อยๆ แตกพุ่งเข้าใส่หน้า ถุงลมค่อยๆ พองออก มันยังติดตาผม แล้วรถก็หมุนๆ พลิกๆ หงายท้องอย่างน้อย 2 ครั้ง กระแทกเสาไฟอีกต้น ก่อนที่จะไปหยุดคาเสาไฟอีกต้นหนึ่ง

ทันทีที่กระแทกเสร็จ ผมรู้ตัวว่ารอดตายแน่ๆ จึงเริ่มสำรวจความเสียหายของร่ายกาย ผมเริ่มลองขยับมือและเท้า อาาาา ยังอยู่ครบ ที่แขนขวามีแผลขนาดสองนิ้ว ลึกเซนกว่าๆ เห็นชั้นไขมันชัดเจน (อันนี้นี่ไม่รู้ว่าทำไมชัด สงสัยมีอยู่เยอะ) นิ้วเท้ายังรู้สึกถึงความอับๆ ขาดๆ ของรองเท้าคู่เก่าของผม ok แหละ สันหลังไม่เสียหาย...ในตอนนี้นะ ผมมองไปรอบๆ สภาพรถไม่น่าเหลืออะไรแล้ว โทรศัพท์เครื่องหนึ่งของผมหล่นอยู่อีกฝั่ง แบตหลุดแยกออกจากเครื่อง ผมพยายามเอื้อมไปหยิบ แต่ทำไม่ได้ ส่วนอีกเครื่องมันอยู่เบาะหลังอยู่แล้ว ฝันได้เลย ว่าจะหยิบมัน

สภาพรถตอนนั้น พวงมาลัยหักยับเยิน ถุงลมแตกออกห้อยอยู่ข้างหน้า กระจกพังยับ หลังคาไม่เหลือ แต่ว่าขยับตัวได้แค่นี้ เลยดูได้แค่นี้

รออยู่ไม่กี่อึดใจ ทันทีที่มีคนมาช่วย ผมขอยืมโทรศัพท์เป็นอย่างแรก เพื่อโทรบอกแม่ว่ารถชน ก่อนที่คนช่วยจะพยายามหาทางเอาผมออกไป แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสภาพประตูรถคงไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ มีพี่คนหนึ่งเอื้อมมือเข้ามาดับเครื่องยนต์ให้ก่อนเป็นอย่างแรก ผมเหลือบตาดูแผงหน้าปัดรถ เมื่อดึงกุญแจออก มันยังกระพริบไฟคู่สองครั้ง เหมือนทุกทีที่ดับเครื่อง

อืม.....โตโยต้า ระบบไฟมันดีจริงๆ พังขนาดนี้ มันยังทำงานปรกติอยู่อีก

ทีมกู้ภัยชุดแรกคือรถมูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย พยายามจะบอกให้ผมไม่หลับ แล้วเอาแอมโมเนียมาให้ดม ผมแอบคิดในใจว่า เหม็นนะพี่ ผมไม่ได้หมดสติ ไม่ต้องห่วงผม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่า ทำไมคนช่วยถึงคิดแบบนั้น

รออีกไม่นาน ชุดกู้ภัยชุดที่สอง ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) ก็มาถึง ชุดนี้เป็นชุดกู้ภัยที่ค่อนข้างชำนาญกว่า ทีมนี้มาถึงน่าจะพร้อมๆ กับแม่ผม ทันทีที่เห็นหน้าแม่ ผมยิ้มให้แม่พร้อมกับชูสองนิ้ว ว่าเราไม่เป็นไร ผมเห็นหน้าแม่แล้ว ใจยิ่งเข้มแข็ง เราเจ็บแม่ยิ่งเจ็บ

นั่นคือสาเหตุที่ผมอ่อนแอไม่ได้

ชุดกู้ภัยของ AOT ถึงแม้จะชำนาญแต่ก็ไม่มีอุปกรณ์อะไรในการนำตัวผมออกมาได้ เพราะนอกจากประตูจะเปิดไม่ได้แล้ว หลังคาที่ยุบตัวมาหลายสิบเซนต์ เลยทำให้ต้องรออุปกรณ์ตัดถ่าง ซึ่งใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ ผมก็ได้แต่นอนรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพ่อผมมา

ดูสภาพแล้ว พ่อผมนี่ อาการหนักกว่าแม่ผมอีก น้ำตาไหลมาพร้อมกับหน้าซีด ผมยังคงชูสองนิ้วให้พ่อ และยิ้มอย่างเข้มแข็ง เหมือนกับตอนที่แม่มา

พ่อมาพูดตอนหลังว่า กูจะขาดใจตาย มันยังมีหน้ามายิ้มให้ แถมชูสองนิ้วอีก

ดู๊ ดู ด่าเราอีกแน่ะ ^^'

edit @ 26 Nov 2009 19:25:35 by Epinephrine

ทุกๆ เช้าที่เราต้องตื่นเช้าไปเรียน ไปทำงาน ทั้งคุณ ทั้งผมก็คงรู้สึกขี้เกียจพอกัน แม้บางคนจะขยันนนนน ขยันแค่ไหนก็ตาม ทึกทักเอาเองตามประสาคนชอบอู้ ว่าคงจะไม่มีใครหรอกที่จะอยากตื่นไปนั่งทำงานทุกวัน โดยไม่คิดจะหนีหายไปบ้างสักวันสองวัน พักร้อนก็หมด ลากิจมันก็น้อยเหลือเกิน หลายๆ ครั้งหลายๆ หน เราจึงมีข้ออ้างถึงการ "ป่วยการเมือง" กันเสมอๆ อย่างน้อย ก็ใช้สิทธิ์วันลาให้ได้เต็มที่ (เสียหน่อย)
 
เมื่อไรก็ตามที่ได้ลาป่วย (การเมือง) แล้ว เราอาจจะกระหยิ่มยิ้มย่อง ว่าหนีเจ้านายได้แล้ว เย้!!!!
 
แต่ถ้าการป่วยที่เกิดขึ้น เป็นของจริงหละ และมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เสียด้วย อาการลัลล้า อารมณ์ดีของคุณคงจะหายไปในทันใด อย่างว่าหละ ไม่มีใครหรอก ที่อยากจะเจ็บ หรือป่วย เพราะเอาอาจจะสนุกแค่เพียงช่วงวันสองวันที่คุณรู้สึกว่ามีคนห่วงใยเท่านั้น แต่หลังจากนั้นแล้ว แม้ว่าจะมีคนห่วงแค่ไหน ถ้าเราไม่สามารถจะทำอะไรเองได้สักอย่าง มันคือหายนะทางอารมณ์อย่างแท้จริง
 
ความน่าเบื่ออย่างหนึ่งของคนที่ต้องติดอยู่บนเตียงอย่างผมตอนนี้ ก็คือไม่ว่าเราจะทำอะไร มันก็ดูเหมือนว่ามันซ้ำซากสิ้นดี เวลา 24 ชั่วโมงนี่ มันดูเหมือนจะนานแสนนานเกินไป สำหรับการนอน นอน แล้วก็นอน แม้ว่าก่อนหน้านั้น เราจะอยาก ย้าก อยาก นอนสักแค่ไหนก็ตาม แต่ในความน่าเบื่อ มันคือเวลาที่จะให้เราได้ทำ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
 
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดูเหมือนจะเป็นคำที่ไม่เคยตกยุค สำหรับคนที่ต้องการคิดบวกให้มากๆ
 
ในเมื่อมีเวลาว่างตั้งวันละ 24 ชั่วโมง แถมตั้งหลายวัน ก็ใช้มันซะให้เต็มที่ กันดีกว่า....
 
จริงไหมครับ

พรบ. วิชาชีพ ฉบับใหม่

posted on 20 Oct 2009 19:49 by epinephrine

เนื้อหาคร่าวๆ มีดังนี้ครับ 

1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า วิชาชีพเภสัชกรรม ให้มีความหมายครอบคลุมถึงการปรุงและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่นฯ (ร่างมาตรา 3)

2. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรมในการออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม เรื่องการต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 4)
3. แก้ไขเพิ่มเติมให้มีการต่ออายุใบอนุญาต โดยกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต (ร่างมาตรา 5)
4. เพิ่มเติมอัตราค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาต (ร่างมาตรา 6)
5. กำหนดบทเฉพาะกาล เพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ที่มีตามกฎหมายเดิม โดยกำหนดให้ใบอนุญาตที่มีอยู่เดิมใช้บังคับต่อไปได้อีก 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 7)


edit @ 20 Oct 2009 20:30:20 by Epinephrine

คุณ world ได้ตั้งกระทู้ในเวบ pharmacafe.com เพื่อวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของผู้สมัครทีมต่างๆ ที่

http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=43&t=25549 

ประเด็นที่คุณ world ได้ว่าไว้นั้น ถูกสรุปเป็นคำถามทั้งหมด 6 ข้อ คือ

  1. จะจัดการกับเรื่องแขวนป้ายอย่างไร
  2. ตอนนี้เห็นเภสัชกรเต้นในร้านสีเขียว มีความเห็นอย่างไรและจะจัดการอย่างไร
  3. จะจัดการกับปัญหาแตกแยกในวิชาชีพอย่างไร
  4. จะส่งเสริมบทบาทของเภสัชกรรมในสังคมอย่างไร
  5. สิ่งที่ทุกท่านแถลงมาจะทำสำเร็จในกรอบเวลาของวาระเดียวได้แค่ไหน ประมาณกี่เปอร์เซ็น
  6. สิ่งหนึ่งที่ผู้สมัครควรนำเสนอคือ "วิธีปฏิบัติหรือชี้ให้เห็นถึงการกระทำ ไม่ใช่สิ่งที่วาฝันว่าจะทำ" ดังนั้นท่านจะทำอย่างไรให้สำเร็จตามที่แถลงนโยบายมา เพราะถ้าชี้ให้เห็นว่าจะทำอย่างไร ก็จะทำให้ผู้เลือกมองเห็นว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ทำได้แค่ไหน
เมื่อมองถึงเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คำตอบของผมนั้น อาจจะเป็นคำตอบที่ค่อนข้างรุนแรงสักนิด แต่สิ่งที่ต้องมองคือ ปัจจุบัน สภาเภสัชกรรมนั้น ทำงานอะไร ทำหน้าที่จริงๆ หรือไม่???
 
ประเด็นที่ตอบเรื่องต่างๆ นั้น ก็จะมีตรงที่ว่าความจริงกับอุดมคติตัดกันตรงไหน

1. การแขวนป้าย เป็นปัญหาคาราคาซังมาหลายสิบปีแล้ว แน่นอนว่าถ้าใครชูประเด็นนี้ คะแนนเสียงหายครับ...  จะตัดสินใจอย่างไรดี ตรงนี้ผมมองว่า ระบบการยืนยันฐานข้อมูลของสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นในแง่การงาน ที่อยู่ จะช่วยได้ครับ ประเด็นเบื้องต้นคือการจัดการเภสัชที่ expire ไปเสียก่อน ตรงนี้สภาเองยังไม่มีระบบ Tracking เลยด้วยซ้ำว่าเภสัชคนไหนอยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เริ่มตรงจุดนี้ได้ ก็จะสร้างความสัมพันธ์กับเภสัชที่ยังทำงานได้ครับ และเมื่อมีช่องทางติดต่อแล้ว การติดตามก็จะไม่ใช่เรื่องยาก

เริ่มจากบางคนที่มีปัญหาเช่นข้าราชการที่ยังเอาเงิน 5,000 บาทอยู่ แต่ไปแขวนป้ายด้วย อาจารย์ในมหาลัย ฯลฯ ตรงนี้ IT ช่วยได้เยอะมากครับ

หลังจากนั้นค่อยๆ จัดการส่วนที่เหลือ ช้าๆ เช่นการ match ตำแหน่งที่พักอาศัย กับร้านที่แขวนป้าย

2. ไม่ใช่ประเด็นครับ แต่ถ้าให้ตอบก็คือ เภสัชกรไม่ใช่พนักงานขาย เภสัชกรจำเป็นต้องมีเกียรติของวิชาชีพ สภาต้องทำหนังสือเตือนไปยังร้านสีเขียวครับ ไม่เช่นนั้น ก็พักใบอนุญาตเภสัชกรทุกคนที่ทำไม่เหมาะสม...การเต้นผมถือว่าไม่เหมาะสมด้วย

3. อย่างที่เคยคุยกันว่าความแตกแยกเกิดจากความไม่เข้าใจกัน เราไม่มีเวทีกลาง ไม่มีคนเชื่อม ดูจากผู้สมัครแต่ละทีม บางทีมก็มีแต่สายรพ. สายงาน HA บางทีมก็มีแต่ข้าราชการ มีแต่นักวิชาการ แต่มีสักกี่คนที่จะมีทุกๆ สาขาอย่างครบถ้วน การรวมสายงานของเภสัชกรรมเข้าด้วยกัน หลังจากสภาชุดนี้ได้รับเลือกเป็นเรื่องสำคัญครับ และการหาตัวแทนจากแต่ละสาขามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อกำกับดูแลแต่ละสายงานของตนเอง

4. ผมเคยพูดเรื่องประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบไปแล้ว อย่างในวารสารของแพทย์เช่นวงการแพทย์ มีข่าวจากแพทยสภา แต่ในวงการยา กลับไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสภาเภสัชเลย??? นี่คือคำถามว่า สภาเภสัชหายหัวไปไหน?

5. 70% ครับ

6. ไม่ว่าทีมไหนได้ หรือใครได้ ก็จะทำให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ขอความร่วมมือจากผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีไอเดียที่สร้างสรรค์กว่า 

edit @ 5 Oct 2009 22:48:07 by Epinephrine